ROAS กับ ROI ต่างกันอย่างไร เวลาวัดผลโฆษณา

roas กับ roi

roas กับ roi ต่างกันที่สิ่งที่นำมาวัด โดย ROAS เปรียบเทียบรายได้จากโฆษณากับค่าโฆษณา ส่วน ROI เปรียบเทียบผลตอบแทนหลังหักต้นทุนกับเงินลงทุน จึงควรใช้ ROAS ตรวจประสิทธิภาพแคมเปญ และใช้ ROI ตรวจความคุ้มค่าในมุมธุรกิจ ไม่ควรเห็น ROAS สูงแล้วสรุปทันทีว่าร้านมีกำไร

ROAS กับ ROI ต่างกันอย่างไร?

ROAS ตอบว่าเงินค่าโฆษณาสร้างรายได้ที่ระบุแหล่งที่มาได้เท่าไร ส่วน ROI ตอบว่าเมื่อหักต้นทุนตามขอบเขตที่กำหนดแล้ว การลงทุนนั้นให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ ทั้งสองค่าจึงใช้ประกอบกัน แต่ทดแทนกันไม่ได้

ประเด็นเปรียบเทียบROASROI
คำเต็มReturn on Ad SpendReturn on Investment
ใช้วัดอะไรประสิทธิภาพของค่าโฆษณาความคุ้มค่าของการลงทุน
คำถามที่ตอบค่าโฆษณาสร้างรายได้เท่าไรเมื่อลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนเท่าไร
ตัวตั้งรายได้ที่ระบุว่ามาจากโฆษณาผลตอบแทนหลังหักต้นทุน
ตัวหารค่าโฆษณาเงินลงทุนหรือต้นทุนตามขอบเขต
ต้นทุนสินค้าไม่หักในสูตรพื้นฐานรวมได้หากกำหนดไว้
ค่าใช้จ่ายอื่นไม่หักในสูตรพื้นฐานรวมได้ตามขอบเขตที่ใช้
เหมาะสำหรับเปรียบเทียบแคมเปญหรือช่องทางประเมินความคุ้มค่าทางธุรกิจ
ข้อควรระวังROAS สูงไม่ได้แปลว่ามีกำไรต้องระบุต้นทุนที่นำมารวมให้ชัด

Criteo อธิบายว่า ROAS มองประสิทธิภาพของค่าโฆษณาโดยเฉพาะ ขณะที่ ROI มองผลตอบแทนของการลงทุนในขอบเขตที่กว้างกว่า ธุรกิจจึงต้องใช้นิยามต้นทุนและผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอเมื่อนำผลต่างช่วงเวลามาเปรียบเทียบ (2026-08-21) [1]

ROAS คำนวณอย่างไร?

ROAS คำนวณจากรายได้ที่ระบุได้ว่าเกิดจากโฆษณาหารด้วยค่าโฆษณาของแคมเปญเดียวกัน สูตรพื้นฐานคือ ROAS = รายได้ที่มาจากโฆษณา ÷ ค่าโฆษณา

  • รายได้ที่มาจากโฆษณา คือยอดขายที่ระบบหรือหลักการระบุแหล่งที่มาของร้านเชื่อมโยงกับแคมเปญ
  • ค่าโฆษณา คือเงินที่จ่ายให้แพลตฟอร์มโฆษณาตามช่วงเวลาเดียวกัน
  • ผลลัพธ์แบบเท่า แสดงว่าเงินค่าโฆษณาแต่ละบาทสร้างรายได้กี่บาท
  • ผลลัพธ์แบบเปอร์เซ็นต์ คำนวณโดยนำผลแบบเท่าคูณด้วยร้อย

ก่อนคำนวณควรกำหนดช่วงเวลา เขตเวลา รูปแบบการระบุแหล่งที่มา และสถานะออเดอร์ให้ตรงกัน หากยอดขายรวมรายการคืนหรือออเดอร์ที่ยังไม่ชำระเงิน แต่ค่าโฆษณาใช้ยอดที่ตัดจริงแล้ว ผลลัพธ์อาจสูงกว่ารายได้ที่ร้านได้รับจริง

ROI คำนวณอย่างไร?

ROI ต้องเริ่มจากกำหนดว่าคำว่าเงินลงทุนครอบคลุมต้นทุนใด สำหรับการประเมินความคุ้มค่าของแคมเปญในมุมธุรกิจ สามารถใช้สูตรต่อไปนี้

ROI = (รายได้จากโฆษณา − ต้นทุนรวม) ÷ ต้นทุนรวม × 100

  • รายได้จากโฆษณา คือรายได้ที่ใช้ขอบเขตเดียวกับแคมเปญ
  • ต้นทุนรวม อาจประกอบด้วยค่าโฆษณา ต้นทุนสินค้า ค่าธรรมเนียม บรรจุภัณฑ์ ค่าจัดส่งที่ร้านออก และค่าใช้จ่ายอื่นที่ตกลงให้นับ
  • ผลลัพธ์เป็นบวก หมายถึงรายได้สูงกว่าต้นทุนที่นำมารวม
  • ผลลัพธ์เป็นศูนย์ หมายถึงรายได้เท่ากับต้นทุนตามขอบเขต
  • ผลลัพธ์เป็นลบ หมายถึงรายได้ยังไม่ครอบคลุมต้นทุนที่กำหนด

สูตร ROI อาจต่างกันตามวัตถุประสงค์ของแต่ละธุรกิจ บางแห่งนับเฉพาะเงินลงทุนด้านโฆษณา ขณะที่บางแห่งรวมต้นทุนผลิต ค่าบริการเอเจนซี เทคโนโลยี และงานสร้างสรรค์ จึงควรเขียนรายการต้นทุนไว้คู่กับผลลัพธ์ทุกครั้ง

ตัวอย่างสมมติเปรียบเทียบ ROAS กับ ROI

ตัวเลขทั้งหมดต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมติ เพื่อเปรียบเทียบวิธีคำนวณ ไม่ใช่ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิง ผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับรายได้ที่ระบุแหล่งที่มาได้และต้นทุนที่ธุรกิจเลือกนำมารวม

ตัวอย่างสมมติที่ 1 ROAS สูงและ ROI เป็นบวก

สมมติแคมเปญสร้างรายได้ 50,000 บาท ใช้ค่าโฆษณา 10,000 บาท มีต้นทุนสินค้า 25,000 บาท และค่าใช้จ่ายอื่น 5,000 บาท ต้นทุนรวมจึงเป็น 40,000 บาท

  • ROAS = 50,000 ÷ 10,000 = 5 เท่า
  • ROI = (50,000 − 40,000) ÷ 40,000 × 100 = 25%
  • ตรวจผล: รายได้หลังหักต้นทุนเหลือ 10,000 บาท ซึ่งเท่ากับ 25% ของต้นทุนรวม 40,000 บาท

ตัวอย่างนี้แสดงว่าโฆษณาสร้างรายได้เป็น 5 เท่าของค่าโฆษณา และเมื่อหักต้นทุนตามขอบเขตแล้ว ธุรกิจยังมีผลตอบแทนเป็นบวก

ตัวอย่างสมมติที่ 2 ROAS เท่าเดิม แต่ ROI ไม่เพิ่ม

สมมติอีกแคมเปญสร้างรายได้ 50,000 บาทและใช้ค่าโฆษณา 10,000 บาทเท่ากัน แต่มีต้นทุนสินค้า 35,000 บาทและค่าใช้จ่ายอื่น 5,000 บาท ต้นทุนรวมจึงเป็น 50,000 บาท

  • ROAS = 50,000 ÷ 10,000 = 5 เท่า
  • ROI = (50,000 − 50,000) ÷ 50,000 × 100 = 0%
  • ตรวจผล: รายได้ 50,000 บาทเท่ากับต้นทุนรวม 50,000 บาท จึงไม่มีผลตอบแทนส่วนเกินตามขอบเขตนี้

แม้ทั้งสองตัวอย่างมี ROAS เท่ากัน แต่ ROI ต่างกันเพราะต้นทุนสินค้าไม่เท่ากัน จึงไม่ควรใช้ ROAS เพียงค่าเดียวตัดสินว่าแคมเปญสร้างกำไร

ตัวอย่างสมมติที่ 3 ROAS ลดลง แต่ ROI ยังเป็นบวก

สมมติแคมเปญสร้างรายได้ 36,000 บาท ใช้ค่าโฆษณา 12,000 บาท มีต้นทุนสินค้า 12,000 บาท และค่าใช้จ่ายอื่น 3,000 บาท ต้นทุนรวมเท่ากับ 27,000 บาท

  • ROAS = 36,000 ÷ 12,000 = 3 เท่า
  • ROI = (36,000 − 27,000) ÷ 27,000 × 100 = 33.33%
  • ตรวจผล: รายได้หลังหักต้นทุนเหลือ 9,000 บาท และ 9,000 ÷ 27,000 × 100 = 33.33%

ตัวอย่างนี้มี ROAS ต่ำกว่าตัวอย่างก่อนหน้า แต่ ROI สูงกว่า เพราะสัดส่วนต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่นต่ำกว่า จึงยืนยันว่า ROAS สูงกว่าไม่ได้หมายความว่า ROI จะสูงกว่าตามเสมอไป

ทำไม ROAS จากแต่ละระบบจึงไม่เท่ากัน?

ROAS อาจไม่ตรงกันเมื่อแพลตฟอร์มโฆษณาและระบบร้านค้าใช้ช่วงเวลาระบุแหล่งที่มา เขตเวลา และสถานะออเดอร์ต่างกัน ระบบหนึ่งอาจนับยอดหลังลูกค้าเห็นโฆษณา ขณะที่อีกระบบนับเฉพาะการกดโฆษณาก่อนซื้อ จึงไม่ควรนำตัวเลขมาเทียบกันทันที

ก่อนวิเคราะห์ผล ควรกำหนดแหล่งข้อมูลหลักและตรวจว่ารวมออเดอร์ยกเลิก รายการคืน ภาษี และค่าจัดส่งหรือไม่ พร้อมใช้ช่วงเวลาเดียวกัน หาก ROAS ต่างกัน ควรตรวจนิยามข้อมูลก่อนสรุปว่าแคมเปญหรือระบบใดคำนวณผิด

ควรใช้ ROAS หรือ ROI ตัดสินใจเรื่องใด?

ควรใช้ ROAS เมื่อต้องการเปรียบเทียบว่าแคมเปญ ชุดโฆษณา หรือช่องทางใดสร้างรายได้ได้มีประสิทธิภาพกว่าเมื่อเทียบกับค่าโฆษณา ส่วน ROI เหมาะกับการตัดสินใจว่าจะเดินหน้า ลดงบ หรือหยุดการลงทุนหลังพิจารณาต้นทุนที่เกี่ยวข้องแล้ว

เรื่องที่ต้องตัดสินใจค่าที่ควรดูหลักข้อมูลที่ควรดูร่วมใช้ตัดสินใจอย่างไร
เปรียบเทียบแคมเปญโฆษณาROASอัตราการซื้อและมูลค่าต่อออเดอร์ดูว่าแคมเปญใดสร้างรายได้คุ้มค่าโฆษณากว่า
เปรียบเทียบช่องทางโฆษณาROASรูปแบบการระบุแหล่งที่มาตรวจว่ารายได้ถูกเชื่อมกับแต่ละช่องทางด้วยหลักเดียวกัน
ตรวจว่าแคมเปญคุ้มค่าหรือไม่ROIROAS และต้นทุนต่อออเดอร์ดูว่ารายได้ครอบคลุมค่าโฆษณาและต้นทุนที่เกี่ยวข้องหรือไม่
วางงบโฆษณารอบถัดไปROIROAS และกำลังผลิตประเมินว่าควรเพิ่ม คง หรือลดงบโดยไม่เกินความสามารถของร้าน
ตัดสินใจเพิ่มส่วนลดROIกำไรต่อออเดอร์ตรวจว่าส่วนลดยังเหลือผลตอบแทนหลังหักต้นทุนหรือไม่
ประเมินเป้าหมายการเติบโตROAS และ ROIลูกค้าใหม่และการซื้อซ้ำแยกการเติบโตด้านรายได้ออกจากความคุ้มค่าทางธุรกิจ

Google เปิดตัว Smart Bidding Exploration ซึ่งใช้เป้าหมาย ROAS ที่ยืดหยุ่นเพื่อช่วยให้ระบบค้นหาโอกาสจากคำค้นประเภทใหม่ สะท้อนว่า ROAS สามารถใช้เป็นเงื่อนไขในการบริหารการประมูลโฆษณาได้ แต่ร้านยังต้องประเมินความคุ้มค่าทางธุรกิจแยกต่างหาก (2025-05-21) [2]

ทำไม ROAS สูงแต่ร้านยังไม่มีกำไร?

ROAS อาจสูงแต่ร้านยังไม่มีกำไร เพราะสูตรเปรียบเทียบเฉพาะรายได้จากโฆษณากับค่าโฆษณา โดยไม่ได้หักต้นทุนสินค้า ส่วนลด ค่าจัดส่ง ค่าธรรมเนียม และรายการคืน ร้านจึงควรตรวจ ROI และกำหนด จุดคุ้มทุน ของ ROAS จากโครงสร้างต้นทุนจริง

กรณีศึกษาธุรกิจเครื่องประดับในสหรัฐฯ ที่ Criteo นำเสนอรายงานว่า ROAS เพิ่มขึ้น 20% อัตรา Conversion เพิ่มขึ้น 20% และมูลค่าตะกร้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 13% แต่เป็นผลลัพธ์เฉพาะกรณี ไม่ได้รับประกันว่าร้านอื่นจะได้ผลเหมือนกัน (2026-08-21) [1]

สรุปความแตกต่างระหว่าง ROAS กับ ROI

roas กับ roi

Roas กับ Roi ใช้วัดผลโฆษณาคนละมุม โดย ROAS แสดงรายได้ที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับค่าโฆษณา ส่วน ROI แสดงผลตอบแทนหลังหักต้นทุนตามขอบเขตที่ธุรกิจกำหนด ร้านควรใช้ ROAS เปรียบเทียบประสิทธิภาพแคมเปญ และใช้ ROI ตรวจความคุ้มค่าก่อนเพิ่มงบ โดยระบุนิยามรายได้ ต้นทุน และช่วงเวลาให้เหมือนกันทุกครั้ง

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง