
ROAS กับ ROI ต่างกันอย่างไร เวลาวัดผลโฆษณา
- Wynn
- 8 views

roas กับ roi ต่างกันที่สิ่งที่นำมาวัด โดย ROAS เปรียบเทียบรายได้จากโฆษณากับค่าโฆษณา ส่วน ROI เปรียบเทียบผลตอบแทนหลังหักต้นทุนกับเงินลงทุน จึงควรใช้ ROAS ตรวจประสิทธิภาพแคมเปญ และใช้ ROI ตรวจความคุ้มค่าในมุมธุรกิจ ไม่ควรเห็น ROAS สูงแล้วสรุปทันทีว่าร้านมีกำไร
ROAS ตอบว่าเงินค่าโฆษณาสร้างรายได้ที่ระบุแหล่งที่มาได้เท่าไร ส่วน ROI ตอบว่าเมื่อหักต้นทุนตามขอบเขตที่กำหนดแล้ว การลงทุนนั้นให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ ทั้งสองค่าจึงใช้ประกอบกัน แต่ทดแทนกันไม่ได้
| ประเด็นเปรียบเทียบ | ROAS | ROI |
|---|---|---|
| คำเต็ม | Return on Ad Spend | Return on Investment |
| ใช้วัดอะไร | ประสิทธิภาพของค่าโฆษณา | ความคุ้มค่าของการลงทุน |
| คำถามที่ตอบ | ค่าโฆษณาสร้างรายได้เท่าไร | เมื่อลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนเท่าไร |
| ตัวตั้ง | รายได้ที่ระบุว่ามาจากโฆษณา | ผลตอบแทนหลังหักต้นทุน |
| ตัวหาร | ค่าโฆษณา | เงินลงทุนหรือต้นทุนตามขอบเขต |
| ต้นทุนสินค้า | ไม่หักในสูตรพื้นฐาน | รวมได้หากกำหนดไว้ |
| ค่าใช้จ่ายอื่น | ไม่หักในสูตรพื้นฐาน | รวมได้ตามขอบเขตที่ใช้ |
| เหมาะสำหรับ | เปรียบเทียบแคมเปญหรือช่องทาง | ประเมินความคุ้มค่าทางธุรกิจ |
| ข้อควรระวัง | ROAS สูงไม่ได้แปลว่ามีกำไร | ต้องระบุต้นทุนที่นำมารวมให้ชัด |
Criteo อธิบายว่า ROAS มองประสิทธิภาพของค่าโฆษณาโดยเฉพาะ ขณะที่ ROI มองผลตอบแทนของการลงทุนในขอบเขตที่กว้างกว่า ธุรกิจจึงต้องใช้นิยามต้นทุนและผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอเมื่อนำผลต่างช่วงเวลามาเปรียบเทียบ (2026-08-21) [1]
ROAS คำนวณจากรายได้ที่ระบุได้ว่าเกิดจากโฆษณาหารด้วยค่าโฆษณาของแคมเปญเดียวกัน สูตรพื้นฐานคือ ROAS = รายได้ที่มาจากโฆษณา ÷ ค่าโฆษณา
ก่อนคำนวณควรกำหนดช่วงเวลา เขตเวลา รูปแบบการระบุแหล่งที่มา และสถานะออเดอร์ให้ตรงกัน หากยอดขายรวมรายการคืนหรือออเดอร์ที่ยังไม่ชำระเงิน แต่ค่าโฆษณาใช้ยอดที่ตัดจริงแล้ว ผลลัพธ์อาจสูงกว่ารายได้ที่ร้านได้รับจริง
ROI ต้องเริ่มจากกำหนดว่าคำว่าเงินลงทุนครอบคลุมต้นทุนใด สำหรับการประเมินความคุ้มค่าของแคมเปญในมุมธุรกิจ สามารถใช้สูตรต่อไปนี้
ROI = (รายได้จากโฆษณา − ต้นทุนรวม) ÷ ต้นทุนรวม × 100
สูตร ROI อาจต่างกันตามวัตถุประสงค์ของแต่ละธุรกิจ บางแห่งนับเฉพาะเงินลงทุนด้านโฆษณา ขณะที่บางแห่งรวมต้นทุนผลิต ค่าบริการเอเจนซี เทคโนโลยี และงานสร้างสรรค์ จึงควรเขียนรายการต้นทุนไว้คู่กับผลลัพธ์ทุกครั้ง
ตัวเลขทั้งหมดต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมติ เพื่อเปรียบเทียบวิธีคำนวณ ไม่ใช่ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิง ผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับรายได้ที่ระบุแหล่งที่มาได้และต้นทุนที่ธุรกิจเลือกนำมารวม
สมมติแคมเปญสร้างรายได้ 50,000 บาท ใช้ค่าโฆษณา 10,000 บาท มีต้นทุนสินค้า 25,000 บาท และค่าใช้จ่ายอื่น 5,000 บาท ต้นทุนรวมจึงเป็น 40,000 บาท
ตัวอย่างนี้แสดงว่าโฆษณาสร้างรายได้เป็น 5 เท่าของค่าโฆษณา และเมื่อหักต้นทุนตามขอบเขตแล้ว ธุรกิจยังมีผลตอบแทนเป็นบวก
สมมติอีกแคมเปญสร้างรายได้ 50,000 บาทและใช้ค่าโฆษณา 10,000 บาทเท่ากัน แต่มีต้นทุนสินค้า 35,000 บาทและค่าใช้จ่ายอื่น 5,000 บาท ต้นทุนรวมจึงเป็น 50,000 บาท
แม้ทั้งสองตัวอย่างมี ROAS เท่ากัน แต่ ROI ต่างกันเพราะต้นทุนสินค้าไม่เท่ากัน จึงไม่ควรใช้ ROAS เพียงค่าเดียวตัดสินว่าแคมเปญสร้างกำไร
สมมติแคมเปญสร้างรายได้ 36,000 บาท ใช้ค่าโฆษณา 12,000 บาท มีต้นทุนสินค้า 12,000 บาท และค่าใช้จ่ายอื่น 3,000 บาท ต้นทุนรวมเท่ากับ 27,000 บาท
ตัวอย่างนี้มี ROAS ต่ำกว่าตัวอย่างก่อนหน้า แต่ ROI สูงกว่า เพราะสัดส่วนต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่นต่ำกว่า จึงยืนยันว่า ROAS สูงกว่าไม่ได้หมายความว่า ROI จะสูงกว่าตามเสมอไป
ROAS อาจไม่ตรงกันเมื่อแพลตฟอร์มโฆษณาและระบบร้านค้าใช้ช่วงเวลาระบุแหล่งที่มา เขตเวลา และสถานะออเดอร์ต่างกัน ระบบหนึ่งอาจนับยอดหลังลูกค้าเห็นโฆษณา ขณะที่อีกระบบนับเฉพาะการกดโฆษณาก่อนซื้อ จึงไม่ควรนำตัวเลขมาเทียบกันทันที
ก่อนวิเคราะห์ผล ควรกำหนดแหล่งข้อมูลหลักและตรวจว่ารวมออเดอร์ยกเลิก รายการคืน ภาษี และค่าจัดส่งหรือไม่ พร้อมใช้ช่วงเวลาเดียวกัน หาก ROAS ต่างกัน ควรตรวจนิยามข้อมูลก่อนสรุปว่าแคมเปญหรือระบบใดคำนวณผิด
ควรใช้ ROAS เมื่อต้องการเปรียบเทียบว่าแคมเปญ ชุดโฆษณา หรือช่องทางใดสร้างรายได้ได้มีประสิทธิภาพกว่าเมื่อเทียบกับค่าโฆษณา ส่วน ROI เหมาะกับการตัดสินใจว่าจะเดินหน้า ลดงบ หรือหยุดการลงทุนหลังพิจารณาต้นทุนที่เกี่ยวข้องแล้ว
| เรื่องที่ต้องตัดสินใจ | ค่าที่ควรดูหลัก | ข้อมูลที่ควรดูร่วม | ใช้ตัดสินใจอย่างไร |
|---|---|---|---|
| เปรียบเทียบแคมเปญโฆษณา | ROAS | อัตราการซื้อและมูลค่าต่อออเดอร์ | ดูว่าแคมเปญใดสร้างรายได้คุ้มค่าโฆษณากว่า |
| เปรียบเทียบช่องทางโฆษณา | ROAS | รูปแบบการระบุแหล่งที่มา | ตรวจว่ารายได้ถูกเชื่อมกับแต่ละช่องทางด้วยหลักเดียวกัน |
| ตรวจว่าแคมเปญคุ้มค่าหรือไม่ | ROI | ROAS และต้นทุนต่อออเดอร์ | ดูว่ารายได้ครอบคลุมค่าโฆษณาและต้นทุนที่เกี่ยวข้องหรือไม่ |
| วางงบโฆษณารอบถัดไป | ROI | ROAS และกำลังผลิต | ประเมินว่าควรเพิ่ม คง หรือลดงบโดยไม่เกินความสามารถของร้าน |
| ตัดสินใจเพิ่มส่วนลด | ROI | กำไรต่อออเดอร์ | ตรวจว่าส่วนลดยังเหลือผลตอบแทนหลังหักต้นทุนหรือไม่ |
| ประเมินเป้าหมายการเติบโต | ROAS และ ROI | ลูกค้าใหม่และการซื้อซ้ำ | แยกการเติบโตด้านรายได้ออกจากความคุ้มค่าทางธุรกิจ |
Google เปิดตัว Smart Bidding Exploration ซึ่งใช้เป้าหมาย ROAS ที่ยืดหยุ่นเพื่อช่วยให้ระบบค้นหาโอกาสจากคำค้นประเภทใหม่ สะท้อนว่า ROAS สามารถใช้เป็นเงื่อนไขในการบริหารการประมูลโฆษณาได้ แต่ร้านยังต้องประเมินความคุ้มค่าทางธุรกิจแยกต่างหาก (2025-05-21) [2]
ROAS อาจสูงแต่ร้านยังไม่มีกำไร เพราะสูตรเปรียบเทียบเฉพาะรายได้จากโฆษณากับค่าโฆษณา โดยไม่ได้หักต้นทุนสินค้า ส่วนลด ค่าจัดส่ง ค่าธรรมเนียม และรายการคืน ร้านจึงควรตรวจ ROI และกำหนด จุดคุ้มทุน ของ ROAS จากโครงสร้างต้นทุนจริง
กรณีศึกษาธุรกิจเครื่องประดับในสหรัฐฯ ที่ Criteo นำเสนอรายงานว่า ROAS เพิ่มขึ้น 20% อัตรา Conversion เพิ่มขึ้น 20% และมูลค่าตะกร้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 13% แต่เป็นผลลัพธ์เฉพาะกรณี ไม่ได้รับประกันว่าร้านอื่นจะได้ผลเหมือนกัน (2026-08-21) [1]

Roas กับ Roi ใช้วัดผลโฆษณาคนละมุม โดย ROAS แสดงรายได้ที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับค่าโฆษณา ส่วน ROI แสดงผลตอบแทนหลังหักต้นทุนตามขอบเขตที่ธุรกิจกำหนด ร้านควรใช้ ROAS เปรียบเทียบประสิทธิภาพแคมเปญ และใช้ ROI ตรวจความคุ้มค่าก่อนเพิ่มงบ โดยระบุนิยามรายได้ ต้นทุน และช่วงเวลาให้เหมือนกันทุกครั้ง

