
จุดคุ้มทุน คิดอย่างไร ต้องขายกี่ชิ้นถึงครอบคลุมต้นทุน
- Wynn
- 17 views

จุดคุ้มทุน คือระดับยอดขายที่รายได้ครอบคลุมต้นทุนทั้งหมดพอดี ธุรกิจจึงยังไม่มีกำไรและไม่ขาดทุน หากต้องการรู้ว่าต้องขายกี่ชิ้น ให้นำต้นทุนคงที่หารด้วยเงินส่วนต่างที่เหลือจากสินค้าแต่ละชิ้น จุดคุ้มทุนเป็นจำนวนชิ้น = ต้นทุนคงที่ ÷ (ราคาขายต่อชิ้น − ต้นทุนผันแปรต่อชิ้น)
ก่อนเริ่มคำนวณ ควรแยกตัวเลขสามรายการ ได้แก่ ราคาขายจริง ต้นทุนผันแปรต่อชิ้น และต้นทุนคงที่ การแบ่งข้อมูลลักษณะนี้เป็นพื้นฐานของ วิธีคิด ต้นทุน กำไร และช่วยป้องกันการนำค่าใช้จ่ายผิดประเภทมาใส่ในสูตร
Investopedia อธิบายว่า การวิเคราะห์จุดคุ้มทุนประกอบด้วยต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร รายได้ เงินส่วนต่าง และจุดคุ้มทุน โดยจำนวนขายที่ต้องทำให้ได้คำนวณจากต้นทุนคงที่หารด้วยราคาขายต่อชิ้นหลังหักต้นทุนผันแปรต่อชิ้น (2025-12-18) [1]
เลือกก่อนว่าจะหาจุดคุ้มทุนรายเดือน รายไตรมาส หรือรายรอบขาย เพราะต้นทุนคงที่และยอดขายต้องเป็นข้อมูลจากช่วงเวลาเดียวกัน หากใช้ค่าเช่ารายเดือนในสูตร ก็ควรคำนวณจำนวนขายที่ต้องทำให้ได้ภายในเดือนนั้น
ร้านที่ยอดขายเปลี่ยนตามฤดูกาลอาจคำนวณแยกเป็นช่วงปกติและช่วงเทศกาล ไม่ควรใช้ยอดเฉลี่ยทั้งปีแทนทุกเดือน เพราะราคาขาย ส่วนลด ค่าโฆษณา และต้นทุนการจัดส่งอาจต่างกันอย่างชัดเจน
ต้นทุนคงที่คือค่าใช้จ่ายที่ไม่เปลี่ยนโดยตรงตามจำนวนสินค้าที่ขายในช่วงเวลานั้น เช่น ค่าเช่า เงินเดือนประจำ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าซอฟต์แวร์ และค่าบริการรายเดือน แม้ขายไม่ได้เลย ร้านก็ยังต้องจ่ายรายการเหล่านี้
หากมีค่าใช้จ่ายรายปี เช่น ค่าระบบหรือค่าประกัน ควรแบ่งตามช่วงเวลาที่ใช้คำนวณ ตัวอย่างเช่น การหาจุดคุ้มทุนรายเดือนควรใช้ต้นทุนคงที่เฉพาะส่วนของเดือนนั้น ไม่ควรใส่ค่าใช้จ่ายทั้งปีลงในเดือนเดียว
ต้นทุนผันแปรคือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเมื่อขายสินค้าเพิ่ม เช่น ต้นทุนสินค้า กล่อง วัสดุกันกระแทก ค่าธรรมเนียมรับชำระ ค่าคอมมิชชัน และค่าจัดส่งที่ร้านออกให้ หากขายเพิ่มอีกหนึ่งชิ้น ค่าใช้จ่ายกลุ่มนี้จะเพิ่มตาม
ควรใช้ต้นทุนที่เกิดกับสินค้าหนึ่งชิ้นจริง หากค่าธรรมเนียมคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาขาย ต้องคำนวณจากราคาหลังส่วนลด ไม่ควรใช้ราคาป้าย เพราะจะทำให้เงินส่วนต่างต่อชิ้นและจำนวนขายที่จุดคุ้มทุนคลาดเคลื่อน
นำราคาขายจริงหักต้นทุนผันแปรต่อชิ้น ผลลัพธ์คือเงินส่วนต่างต่อชิ้น ซึ่งจะถูกนำไปครอบคลุมต้นทุนคงที่ก่อน เมื่อเงินส่วนต่างสะสมครอบคลุมต้นทุนคงที่ครบแล้ว ยอดขายหลังจากนั้นจึงเริ่มสร้างกำไรภายใต้สมมติฐานเดิม คือ เงินส่วนต่างต่อชิ้น = ราคาขายต่อชิ้น − ต้นทุนผันแปรต่อชิ้น
หากราคาขายเท่ากับหรือต่ำกว่าต้นทุนผันแปร ร้านจะไม่มีเงินส่วนต่างเหลือสำหรับจ่ายต้นทุนคงที่ การเพิ่มจำนวนขายในสถานการณ์นี้จึงไม่ทำให้ถึงจุดคุ้มทุน และอาจเพิ่มผลขาดทุนตามจำนวนที่ขาย
นำต้นทุนคงที่หารด้วยเงินส่วนต่างต่อชิ้น คำตอบที่ได้คือจำนวนสินค้าขั้นต่ำที่ต้องขายเพื่อให้รายได้ครอบคลุมต้นทุนทั้งหมด สูตรนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าราคาขาย ต้นทุนต่อชิ้น และต้นทุนคงที่ไม่เปลี่ยนระหว่างช่วงที่คำนวณ
หากผลลัพธ์มีทศนิยมต้องปัดขึ้นเป็นจำนวนเต็มเสมอ เพราะร้านไม่สามารถขายสินค้าเพียงบางส่วนของหนึ่งชิ้นได้ การปัดลงจะทำให้เงินส่วนต่างรวมยังไม่เพียงพอสำหรับครอบคลุมต้นทุนคงที่ทั้งหมด
นำจำนวนชิ้นที่คำนวณได้คูณราคาขายจริงเพื่อหารายได้ แล้วคำนวณต้นทุนรวมจากต้นทุนผันแปรต่อชิ้นคูณจำนวนชิ้น บวกต้นทุนคงที่ หากผลหารในขั้นตอนก่อนหน้าเป็นจำนวนเต็ม รายได้จะเท่ากับต้นทุนรวม แต่หากต้องปัดจำนวนชิ้นขึ้น รายได้จะมากกว่าต้นทุนรวมเล็กน้อย
เพื่อยืนยันว่าเป็น จำนวนขั้นต่ำที่ต้องขาย ให้ลองคำนวณอีกครั้งโดยลดจำนวนขายลงหนึ่งชิ้น ซึ่งรายได้ควรไม่พอครอบคลุมต้นทุนรวม หากผลไม่เป็นเช่นนี้ ให้ตรวจราคาหลังส่วนลด ต้นทุนที่นำเข้า formula และการปัดจำนวนชิ้นก่อนใช้ตั้งเป้าขาย
ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้ตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายวิธีคำนวณเท่านั้น ไม่ใช่ต้นทุนหรืออัตรามาตรฐานของธุรกิจ ร้านค้าควรแทนที่ตัวเลขทั้งหมดด้วยราคาขายและค่าใช้จ่ายจริงจากช่วงเวลาที่ต้องการวิเคราะห์
ร้านขายสินค้าชิ้นละ 250 บาท มีต้นทุนผันแปรชิ้นละ 150 บาท และต้นทุนคงที่เดือนละ 12,000 บาท เงินส่วนต่างจึงเท่ากับ 100 บาทต่อชิ้น เมื่อนำ 12,000 หาร 100 ร้านต้องขาย 120 ชิ้นจึงถึงจุดคุ้มทุน
เมื่อตรวจย้อนกลับ รายได้จากการขาย 120 ชิ้นเท่ากับ 30,000 บาท ต้นทุนผันแปรรวมเท่ากับ 18,000 บาท เมื่อบวกต้นทุนคงที่ 12,000 บาท จะได้ต้นทุนรวม 30,000 บาท ซึ่งเท่ากับรายได้พอดี
ร้านขายสินค้าชิ้นละ 199 บาท มีต้นทุนผันแปรชิ้นละ 124 บาท และต้นทุนคงที่ 10,000 บาท เงินส่วนต่างต่อชิ้นเท่ากับ 75 บาท เมื่อนำ 10,000 หาร 75 จะได้ 133.33 ชิ้น จึงต้องปัดขึ้นเป็น 134 ชิ้น
หากขายเพียง 133 ชิ้น ร้านจะมีเงินส่วนต่างรวม 9,975 บาท ซึ่งยังขาดอีก 25 บาท แต่เมื่อขาย 134 ชิ้น เงินส่วนต่างจะเพิ่มเป็น 10,050 บาท จึงครอบคลุมต้นทุนคงที่ได้ทั้งหมด
ร้านขายสินค้า A ซึ่งเหลือเงินส่วนต่างชิ้นละ 80 บาท และสินค้า B ซึ่งเหลือชิ้นละ 140 บาท หากคาดว่าจะขายในสัดส่วน A สามชิ้นต่อ B หนึ่งชิ้น เงินส่วนต่างต่อหนึ่งชุดการขายจะเท่ากับ 380 บาท
หากต้นทุนคงที่อยู่ที่ 15,200 บาท ร้านต้องขาย 40 ชุด หรือสินค้า A จำนวน 120 ชิ้นและสินค้า B จำนวน 40 ชิ้นจึงคุ้มทุน อย่างไรก็ตาม หากสัดส่วนยอดขายจริงเปลี่ยน คำตอบนี้ต้องคำนวณใหม่
การคำนวณสินค้าหลายชนิดต้องตั้งสมมติฐานว่าสัดส่วนยอดขายของสินค้าแต่ละประเภทค่อนข้างคงที่ เพราะสินค้าแต่ละชนิดมีราคา ต้นทุนผันแปร และเงินส่วนต่างไม่เท่ากัน หากลูกค้าหันไปซื้อสินค้าที่ให้เงินส่วนต่างต่ำมากขึ้น จุดคุ้มทุนจะสูงขึ้นตาม
OpenStax อธิบายว่าการวิเคราะห์สินค้าหลายชนิดต้องใช้หน่วยผสมที่อิงสัดส่วนยอดขายและเงินส่วนต่างของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้น ผลคำนวณจะใช้ได้ต่อเมื่อสัดส่วนที่เกิดขึ้นจริงใกล้เคียงกับสมมติฐานที่กำหนดไว้ (2019-02-14) [2]
ควรคำนวณใหม่เมื่อราคาขาย ส่วนลด ต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง ค่าธรรมเนียม ค่าเช่า หรือสัดส่วนยอดขายเปลี่ยน เพราะตัวแปรเพียงรายการเดียวสามารถทำให้จำนวนขายขั้นต่ำสูงขึ้นหรือลดลงได้ ไม่ควรใช้คำตอบเดิมตลอดทั้งปี
ผลสำรวจธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม 2026 พบว่า 16% ระบุเงินเฟ้อเป็นปัญหาสำคัญที่สุด และ 62% รายงานว่าการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานกระทบธุรกิจในระดับหนึ่ง ตัวเลขนี้สะท้อนว่าต้นทุนและเงื่อนไขการขายอาจเปลี่ยนจนต้องทบทวนจุดคุ้มทุน (2026-09-10) [3]
จุดคุ้มทุนบอกเพียงจำนวนขายขั้นต่ำที่ทำให้รายได้เท่ากับต้นทุนภายใต้สมมติฐานที่กำหนด ไม่ได้รับประกันว่าสินค้าจะขายได้ตามเป้าหมาย และไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงจากสินค้าคืน ของเสีย ลูกหนี้ หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินทั้งหมด
หากต้องการตั้งเป้ากำไร ควรนำกำไรเป้าหมายบวกกับต้นทุนคงที่ก่อนหารด้วยเงินส่วนต่างต่อชิ้น วิธีนี้จะให้จำนวนขายที่ต้องทำเพื่อครอบคลุมต้นทุนและสร้างกำไรตามจำนวนที่ต้องการ ไม่ใช่เพียงขายให้เสมอตัว

คำนวณจุดคุ้มทุนจากต้นทุนคงที่ ราคาขายจริง และต้นทุนผันแปรต่อชิ้น จากนั้นปัดจำนวนขายขึ้นและตรวจคำตอบย้อนกลับ หากขายหลายชนิดหรือต้นทุนเปลี่ยน ควรปรับสัดส่วนยอดขายและคำนวณใหม่ก่อนใช้ตัวเลขกำหนดเป้าหมาย

