Average Order Value คืออะไร? คิดยอดเฉลี่ยต่อบิล

average order value

average order value หรือ AOV คือมูลค่าเฉลี่ยของคำสั่งซื้อหนึ่งรายการ คำนวณจากยอดขายตามขอบเขตที่ร้านกำหนดหารด้วยจำนวนออเดอร์ในช่วงเวลาเดียวกัน ก่อนเปรียบเทียบผลต้องกำหนดให้ชัดว่ารวมส่วนลด ค่าส่ง ภาษี ออเดอร์ยกเลิก และรายการคืนอย่างไร

Average Order Value คำนวณจากอะไร?

AOV ใช้ยอดขายและจำนวนคำสั่งซื้อ ไม่ใช่จำนวนลูกค้าหรือจำนวนสินค้าที่ขาย สูตรพื้นฐานคือ

Average Order Value = ยอดขายตามขอบเขตที่กำหนด ÷ จำนวนคำสั่งซื้อในขอบเขตเดียวกัน

  • ยอดขายตามขอบเขตที่กำหนด คือมูลค่าออเดอร์หลังจัดการส่วนลด ค่าส่ง ภาษี และรายการคืนตามหลักที่ร้านเลือก
  • จำนวนคำสั่งซื้อ คือจำนวนออเดอร์ที่อยู่ในช่วงเวลาและสถานะเดียวกับยอดขาย
  • ช่วงเวลา คือรอบที่นำมาเปรียบเทียบ เช่น รอบรายงานหรือรอบแคมเปญเดียวกัน

Shopify อธิบาย AOV ในระบบของตนว่าใช้ยอดขายรวมหลังหักส่วนลด หารด้วยจำนวนออเดอร์ โดยไม่รวมภาษี ค่าส่ง และการปรับรายการหลังสร้างออเดอร์ เช่น การคืนสินค้า การแก้ไข และการแลกเปลี่ยน (2026-09-13) [1]

ต้องกำหนดข้อมูลอะไรก่อนคิดยอดเฉลี่ยต่อบิล?

ควรกำหนดช่วงเวลา สถานะออเดอร์ และองค์ประกอบของยอดขายก่อนคำนวณ เพราะร้านที่ใช้ข้อมูลคนละขอบเขตอาจได้ AOV ต่างกัน แม้เริ่มจากรายการขายชุดเดียวกัน

รายการที่ต้องกำหนดตัวเลือกที่ควรระบุเหตุผลที่ต้องกำหนด
ช่วงเวลาวันที่เริ่มต้นและสิ้นสุดป้องกันยอดขายกับจำนวนออเดอร์อยู่คนละรอบ
ส่วนลดใช้ยอดก่อนหรือหลังส่วนลดส่วนลดเปลี่ยนมูลค่าที่ร้านได้รับจากออเดอร์
ค่าจัดส่งรวมหรือไม่รวมป้องกันการเปรียบเทียบข้อมูลที่คิดค่าส่งต่างกัน
ภาษีรวมหรือไม่รวมยอดในรายงานอาจต่างจากรายละเอียดออเดอร์
ออเดอร์ยกเลิกตัดออกหรือคงไว้ออเดอร์อาจไม่มีรายได้เกิดขึ้นจริง
รายการคืนปรับย้อนหลังหรือแยกรายงานส่งผลต่อยอดขายสุทธิหลังปิดออเดอร์
สถานะออเดอร์ชำระแล้ว ส่งแล้ว หรือเสร็จสมบูรณ์ทำให้จำนวนออเดอร์สอดคล้องกับยอดขาย

Shopify เคยปรับนิยาม AOV จากยอดขายรวมของออเดอร์มาเป็นยอดขายรวมหลังหักส่วนลด และไม่รวมการปรับรายการที่เกิดภายหลัง พร้อมนำหลักใหม่นี้ไปใช้กับข้อมูลย้อนหลังในระบบ เหตุการณ์นี้สะท้อนว่านิยามของเครื่องมือมีผลต่อค่าที่แสดง (2023-01-09) [2]

ขั้นตอนคำนวณ Average Order Value

การคำนวณควรเริ่มจากกำหนดนิยามข้อมูล แล้วใช้หลักเดียวกันกับทุกออเดอร์ ไม่ควรนำยอดสุทธิจากบางรายการไปรวมกับยอดก่อนส่วนลดของอีกรายการ เพราะผลที่ได้จะเปรียบเทียบย้อนหลังไม่ได้

ขั้นตอนที่ 1 เลือกช่วงเวลาที่ต้องการวัด

กำหนดวันเริ่มต้นและสิ้นสุดให้ชัด แล้วดึงทั้งยอดขายและจำนวนออเดอร์จากช่วงเดียวกัน หากต้องการเปรียบเทียบหลายรอบ ควรใช้ความยาวของช่วงเวลาและเกณฑ์คัดออเดอร์แบบเดียวกัน

ขั้นตอนที่ 2 เลือกสถานะออเดอร์ที่จะนับ

กำหนดว่าจะนับเฉพาะออเดอร์ที่ชำระเงินแล้ว ส่งสำเร็จ หรือเสร็จสมบูรณ์ พร้อมตัดรายการทดสอบและรายการยกเลิกตามข้อตกลงของร้าน ไม่ควรนับออเดอร์ที่ไม่มีรายได้ไว้ในตัวหารโดยไม่ตรวจสถานะ

ขั้นตอนที่ 3 กำหนดว่ายอดขายรวมรายการใด

ตัดสินใจว่าจะใช้ยอดสินค้าก่อนส่วนลด ยอดหลังส่วนลด หรือยอดสุทธิหลังคืนสินค้า รวมทั้งระบุว่าค่าส่งและภาษีอยู่ในยอดหรือไม่ หลักที่เลือกไม่จำเป็นต้องเหมือนทุกระบบ แต่ต้องระบุให้ตรวจสอบได้และใช้สม่ำเสมอ

ขั้นตอนที่ 4 รวมยอดขายตามขอบเขต

นำมูลค่าของออเดอร์ที่ผ่านเกณฑ์มารวมกัน โดยใช้คอลัมน์เดียวกันจากทุกคำสั่งซื้อ หากใช้ข้อมูลจากหลายช่องทาง ควรจัดชื่อสถานะและองค์ประกอบยอดขายให้ตรงกันก่อนรวมข้อมูล

ขั้นตอนที่ 5 นับจำนวนคำสั่งซื้อ

นับเลขออเดอร์ที่ไม่ซ้ำและผ่านเกณฑ์เดียวกับยอดขาย หากออเดอร์หนึ่งมีสินค้าหลายชิ้นยังถือเป็นคำสั่งซื้อเดียว ส่วนออเดอร์ที่แบ่งส่งหลายพัสดุไม่ควรถูกนับเพิ่ม เว้นแต่ระบบสร้างเป็นคนละคำสั่งซื้อจริง

ขั้นตอนที่ 6 แทนค่าและตรวจผล

นำยอดขายหารด้วยจำนวนออเดอร์ แล้วตรวจว่ายอดที่ใช้สัมพันธ์กับรายการต้นทางหรือไม่ หากผลต่างจากรายงานในระบบ ให้ตรวจส่วนลด ค่าส่ง ภาษี รายการคืน เขตเวลา และสถานะออเดอร์ก่อนสรุปว่าสูตรผิด

ตัวอย่างสมมติคิดยอดเฉลี่ยต่อบิล

ตัวเลขทั้งหมดต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมติ เพื่อสาธิตการใช้สูตร ไม่ใช่ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิง ร้านควรแทนค่าด้วยยอดขายและจำนวนคำสั่งซื้อจริงจากช่วงเวลาเดียวกัน

ตัวอย่างสมมติที่ 1 คำนวณจากยอดหลังส่วนลด

สมมติร้านมียอดขายหลังส่วนลด 48,000 บาท จากคำสั่งซื้อที่ผ่านเกณฑ์ 120 ออเดอร์

Average Order Value = 48,000 ÷ 120 = 400 บาทต่อออเดอร์ ตรวจผลโดยนำ 400 คูณ 120 จะได้ 48,000 บาท ตรงกับยอดขายที่นำมาคำนวณ

ตัวอย่างสมมติที่ 2 เปรียบเทียบก่อนและหลังส่วนลด

สมมติยอดสินค้าก่อนส่วนลดอยู่ที่ 30,000 บาท ส่วนลดรวม 3,000 บาท และมี 60 ออเดอร์ หากร้านใช้ยอดหลังส่วนลด ยอดที่นำมาคำนวณคือ 27,000 บาท

Average Order Value = 27,000 ÷ 60 = 450 บาทต่อออเดอร์ หากใช้ยอดก่อนส่วนลดจะได้ผลต่างออกไป จึงต้องระบุว่า AOV นี้คำนวณจากยอดหลังส่วนลดก่อนนำไปเปรียบเทียบ

ตัวอย่างสมมติที่ 3 มีออเดอร์คืนสินค้า

สมมติร้านปิดรอบด้วยยอดขาย 20,000 บาท จาก 40 ออเดอร์ ต่อมามีการคืนเงิน 2,000 บาท หากต้องการวัดยอดสุทธิหลังคืนสินค้า ร้านอาจกำหนดยอดสำหรับคำนวณเป็น 18,000 บาท และคงจำนวนออเดอร์เดิมตามนโยบายรายงาน

Average Order Value ตามขอบเขตสมมตินี้ = 18,000 ÷ 40 = 450 บาทต่อออเดอร์ แต่หากระบบไม่นำการคืนภายหลังมาปรับ AOV ตัวเลขที่แสดงอาจต่างกัน จึงควรบันทึกนิยามไว้คู่กับผลลัพธ์

ทำไม AOV ของแต่ละระบบจึงไม่ตรงกัน?

AOV ต่างกันได้เมื่อระบบใช้ยอดขายคนละนิยาม รวมภาษีหรือค่าส่งไม่เหมือนกัน หรือจัดการออเดอร์คืนและยกเลิกต่างกัน Adobe Commerce ระบุว่าค่าเฉลี่ยในรายงานของระบบคำนวณจากราคาสินค้าที่ไม่รวมภาษี แม้ยอดในรายละเอียดคำสั่งซื้อจะรวมภาษี จึงอาจแสดงผลต่างกัน (2026-06-15) [3]

หากตัวเลขไม่ตรง ควรเทียบช่วงเวลา สถานะออเดอร์ เขตเวลา จำนวนเลขออเดอร์ที่ไม่ซ้ำ และคอลัมน์ยอดขายทีละรายการ ไม่ควรนำ AOV จากหน้ารายงานสองแห่งมาเปรียบเทียบจนกว่าจะยืนยันว่าทั้งสองระบบใช้ขอบเขตเดียวกัน

AOV ของร้านควรเทียบกับค่าเฉลี่ยภายนอกหรือไม่?

ใช้เป็นบริบทได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นเป้าหมายโดยตรง Shopify อ้างข้อมูลของ Dynamic Yield ว่า AOV อีคอมเมิร์ซทั่วโลกแบบช่วงเวลาเคลื่อนที่อยู่ที่ 185 ดอลลาร์ โดยหมวดสินค้าหรูหราและเครื่องประดับอยู่ที่ 386 ดอลลาร์ ส่วนสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงและบริการสัตวแพทย์อยู่ที่ 63 ดอลลาร์ (2026-09-13) [1]

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า AOV ต่างกันตามประเภทสินค้า ราคา และพฤติกรรมการซื้อ ร้านจึงควรเปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลังของตนเองภายใต้นิยามเดิม รวมทั้งแยกตามช่องทาง หมวดสินค้า หรือกลุ่มลูกค้า แทนการตัดสินจากค่าเฉลี่ยรวมเพียงค่าเดียว

AOV สูงขึ้นหมายถึงกำไรมากขึ้นหรือไม่?

ไม่เสมอไป เพราะ AOV วัดมูลค่าเฉลี่ยต่อคำสั่งซื้อ ไม่ได้หักต้นทุนสินค้า ค่าโฆษณา บรรจุภัณฑ์ หรือค่าจัดส่งที่ร้านรับผิดชอบ ยอดเฉลี่ยอาจสูงขึ้นจากส่วนลดแบบซื้อเพิ่มหรือการส่งฟรี แต่เงินที่เหลืออาจไม่ได้เพิ่มตาม

หลังคำนวณ AOV ควรตรวจกำไรขั้นต้นควบคู่กัน พร้อมดูส่วนลด จำนวนสินค้าต่อออเดอร์ และต้นทุนจัดส่ง หากยอดเฉลี่ยเพิ่มแต่กำไรต่อออเดอร์ลดลง ร้านควรทบทวนเงื่อนไขโปรโมชันแทนการสรุปว่าผลลัพธ์ดีขึ้น

สรุปการคำนวณ Average Order Value

average order value

Average Order Value คำนวณจากยอดขายตามขอบเขตที่กำหนดหารด้วยจำนวนคำสั่งซื้อในช่วงเดียวกัน ร้านต้องระบุให้ชัดว่ารวมส่วนลด ค่าส่ง ภาษี ออเดอร์ยกเลิก และรายการคืนอย่างไร พร้อมใช้เกณฑ์เดิมทุกครั้งที่เปรียบเทียบ และตรวจผลร่วมกับกำไรแทนการดู AOV เพียงค่าเดียว

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง