
กำไรต่อพื้นที่วางสินค้า เลือกของลงชั้นอย่างไร
- Harry P
- 10 views

กำไรต่อพื้นที่วางสินค้า ควรเลือกสินค้าที่สร้างกำไรคุ้มกับพื้นที่ชั้นวาง โดยเปรียบเทียบกำไรขั้นต้น พื้นที่ และระยะเวลาขาย เช่น สินค้า B แม้ทำกำไรรวมน้อยกว่า A แต่สร้างกำไรต่อพื้นที่ได้สูงกว่า จึงน่าพิจารณาเพิ่มพื้นที่ โดยดูความต้องการซื้อ และความเสี่ยงสินค้าขาดสต๊อกประกอบด้วย
คือการวัดกำไรที่สินค้าแต่ละชนิดสร้างได้ เมื่อเทียบกับพื้นที่ชั้นวางที่ใช้ในช่วงเวลาหนึ่ง โดยบทความนี้ใช้กำไรขั้นต้นจากการขาย เป็นเกณฑ์คำนวณ ตัวอย่างเช่น สินค้า A ทำกำไรขั้นต้น 1,000 บาทบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร
ส่วนสินค้า B ทำกำไรขั้นต้น 800 บาทบนพื้นที่ 0.5 ตารางเมตรในเวลาเท่ากัน แม้ A จะทำกำไรรวมมากกว่า แต่ B กลับสร้างกำไรต่อพื้นที่ได้สูงกว่า จึงเป็นข้อมูลที่ช่วยตัดสินใจว่าจะจัดพื้นที่ให้สินค้าแต่ละชนิดเท่าไร
เพราะพื้นที่ชั้นวางมีจำกัด ขณะที่ร้านค้าต้องแข่งขันเพื่อให้สินค้าแต่ละชนิด สร้างรายได้ และกำไรอย่างคุ้มค่าที่สุด

ใช้กำไรขั้นต้นจากการขายหารด้วยพื้นที่ชั้นวาง และจำนวนวันที่สินค้านั้นใช้พื้นที่ โดยสูตรคือ กำไรขั้นต้นต่อพื้นที่ต่อวัน = กำไรขั้นต้นรวม ÷ (พื้นที่ชั้นวางเป็นตารางเมตร × จำนวนวัน)
ส่วนกำไรขั้นต้นรวม คำนวณจากยอดขายสุทธิหลังหักส่วนลด และสินค้าคืน ลบด้วยต้นทุนสินค้าที่ขาย ผลลัพธ์มีหน่วยเป็นบาทต่อตารางเมตรต่อวัน ช่วยให้เปรียบเทียบสินค้าที่ใช้พื้นที่ หรือเวลาขายต่างกันได้ โดยไม่สับสนกับกำไรสุทธิของร้าน ที่ต้องหักค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติม
ควรวัดจากความกว้างคูณความลึก ของพื้นที่ชั้นวางที่จัดสรรให้สินค้านั้น เช่น สินค้า A ใช้พื้นที่กว้าง 60 เซนติเมตร ลึก 40 เซนติเมตร เมื่อแปลงเป็นเมตรจะได้ 0.60 × 0.40 = 0.24 ตารางเมตร หากสินค้าใช้หลายระดับชั้น ต้องรวมพื้นที่ที่ใช้ในแต่ละระดับด้วย และควรใช้เกณฑ์เดียวกันทุกสินค้า
ควรนับจำนวนวันที่สินค้าใช้พื้นที่ชั้นวางจริง แล้วแปลงผลลัพธ์เป็นกำไรต่อวัน เพื่อเปรียบเทียบอย่างเป็นธรรม ตัวอย่างเช่น สินค้า A ทำกำไร 600 บาท ใช้พื้นที่ 0.20 ตารางเมตรเป็นเวลา 15 วัน จะได้ 200 บาทต่อตารางเมตรต่อวัน
แต่หากใช้พื้นที่เท่ากัน และทำกำไร 600 บาทใน 30 วัน จะเหลือ 100 บาทต่อตารางเมตรต่อวัน หากมีช่วงสินค้าขาดสต๊อกแต่ยังจองพื้นที่ไว้ ควรนับเวลานั้น และบันทึกวันขาดสต๊อกแยกต่างหาก เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดว่าสินค้าขายช้าเพราะไม่มีความต้องการ

สินค้าที่สร้างกำไรขั้นต้นต่อพื้นที่ต่อวันสูงกว่า จะใช้พื้นที่ได้คุ้มกว่าในเชิงตัวเลข แม้ราคาขาย หรือกำไรรวมอาจต่ำกว่า โดยสามารถเปรียบเทียบได้ จากภาพตัวอย่างสมมติของร้านค้าปลีกที่วางสินค้า 2 ชนิดเป็นเวลา 30 วันเท่ากัน
ควรพิจารณาทั้งสองแบบ โดยสินค้าที่มีกำไรต่อพื้นที่สูง เหมาะกับการเพิ่มพื้นที่เพื่อสร้างความคุ้มค่า ส่วนสินค้าที่มีกำไรรวมสูง อาจช่วยรักษารายได้หลักของร้าน เช่น สินค้า B ทำกำไรต่อพื้นที่สูงกว่า A แต่ A มีกำไรรวมมากกว่า จึงควรทดลองเพิ่มพื้นที่ให้ B บางส่วน แล้วเปรียบเทียบกำไรรวมของชั้นวางก่อนตัดสินใจปรับถาวร
ไม่จำเป็น เพราะการเพิ่มจำนวนหน้าสินค้า หรือ Facings ช่วยให้วางสินค้าได้มากขึ้น แต่ไม่ได้รับประกันว่ายอดขายจะเพิ่มตามสัดส่วน หากสินค้าขายดีจนหมดชั้นก่อนรอบเติมสินค้า การเพิ่มพื้นที่อาจช่วยรองรับความต้องการได้ แต่ถ้าสินค้ามีเพียงพออยู่แล้ว การเพิ่มพื้นที่ อาจทำให้สินค้าชนิดอื่นเสียโอกาสขาย
ไม่ควรถอดออกทันที เพราะสินค้าบางชนิดมีหน้าที่ดึงลูกค้าเข้าร้าน หรือเป็นสินค้าจำเป็นที่ลูกค้าคาดหวังว่าจะหาเจอ เช่น ร้านขายของชำอาจมีกำไรจากน้ำดื่มต่อพื้นที่ไม่สูง แต่ลูกค้าซื้อน้ำพร้อมขนม หรือสินค้าอื่นเป็นประจำ หากตัดสินจากกำไรของน้ำดื่มเพียงอย่างเดียว อาจมองข้ามยอดซื้อร่วมกัน
ควรระวังการเปรียบเทียบข้อมูลที่ใช้ต้นทุน พื้นที่ หรือช่วงเวลาคนละเกณฑ์ โดยเฉพาะสินค้าที่จัดโปรโมชันบ่อย หรือมีของเสีย เพราะอาจทำให้กำไรที่คำนวณสูงกว่าความเป็นจริง สิ่งที่ควรตรวจสอบมีดังนี้
ควรเปรียบเทียบกำไรขั้นต้นรวมก่อนและหลังปรับชั้นวาง ในช่วงเวลาที่เท่ากัน พร้อมใช้ ตารางวัดผลโปรโมชัน ตรวจสอบว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นมาจากการจัดพื้นที่ใหม่ หรือส่วนลดที่จัดขึ้นในช่วงนั้น เพราะหากยอดขายเพิ่มแต่กำไรรวมลดลง ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าการจัดชั้นวางใหม่คุ้มค่ากว่าเดิม
สุดท้าย ควรใช้กำไรต่อพื้นที่วางสินค้า เป็นเครื่องมือช่วยจัดลำดับความคุ้มค่าของสินค้า ไม่ใช่กฎตายตัวในการนำสินค้าออก โดยเริ่มจากวัดพื้นที่ และเวลาที่ใช้ คำนวณกำไรขั้นต้นต่อพื้นที่ต่อวัน จากนั้นนำไปประกอบกับความต้องการซื้อ สินค้าขาดสต๊อก และยอดซื้อร่วมกัน แล้วทดลองปรับพื้นที่ทีละส่วน

