ออมเงินแบบปัดเศษ ช่วยเก็บได้เท่าไรในหนึ่งเดือน

ออมเงินแบบปัดเศษ

ออมเงินแบบปัดเศษ เป็นวิธีเก็บส่วนต่างจากยอดใช้จ่ายจริง ตัวอย่างเช่น ซื้ออาหาร 57 บาท ปัดเป็น 60 บาท แล้วแยก 3 บาทเข้าเงินออม หากทดลองกับรายการซื้อ 30 ครั้งในหนึ่งเดือน อาจเก็บได้ 104 บาท ทั้งนี้ ยอดจริงจะขึ้นอยู่กับความถี่ในการซื้อ และหลักที่เลือกปัด

การออมเงินแบบปัดเศษคืออะไร?

การออมเงินแบบปัดเศษ คือการนำยอดใช้จ่ายมาปัดขึ้น เป็นจำนวนเต็มตามหลักที่กำหนด แล้วเก็บเฉพาะส่วนต่างไว้ต่างหาก ตัวอย่างเช่น จ่ายเงิน ค่าเดินทางไปทำงาน 37 บาท หากเลือกปัดหลักสิบจะคิดเป็น 40 บาท เท่ากับมีเงินออมเพิ่ม 3 บาท

โดยเงินที่เพิ่มขึ้นจะถูกแยกไปเก็บในบัญชี หรือกระปุกออมของเราเอง วิธีนี้เหมาะกับคนที่อยากเริ่มเก็บเงินจากรายการจ่ายประจำ โดยไม่ต้องรอให้มีเงินก้อน และสามารถเลือกทำเอง หรือใช้ระบบอัตโนมัติได้ หากช่องทางการเงินที่ใช้งานรองรับฟีเจอร์ดังกล่าว

วิธีคำนวณเงินออมแบบปัดเศษทำอย่างไร?

ออมเงินแบบปัดเศษ

วิธีคำนวณเงินออมแบบปัดเศษทำได้โดยนำยอดที่ปัดขึ้น ลบด้วยราคาที่จ่ายจริง ส่วนต่างที่เหลือคือเงินที่ต้องนำไปเก็บ ตัวอย่างเช่น ซื้อกาแฟ 45 บาท ปัดหลักสิบเป็น 50 บาท จะมีเงินออม 5 บาท หากยอดซื้อเป็น 50 บาทอยู่แล้วจะไม่มีส่วนต่างให้เก็บ ตามกติกาปัดขึ้นปกติ

ออมเงินแบบปัดเศษหนึ่งเดือนจะเก็บได้เท่าไร?

ออมเงินแบบปัดเศษ

การออมเงินแบบปัดเศษหนึ่งเดือน สามารถเก็บได้ 354 บาท ตามตัวอย่างการคำนวณของผู้เขียน โดยสมมติให้หนึ่งเดือนมี 30 วัน แบ่งเป็นวันทำงาน 22 วัน และวันหยุด 8 วัน เลือกปัดค่าใช้จ่ายขึ้นเป็นหลักสิบ จากรายการที่เกิดขึ้นตามปกติ เช่น ค่าอาหาร กาแฟ ค่าเดินทาง และของใช้ประจำสัปดาห์

จากตัวอย่างในตารางนี้ ค่าใช้จ่ายจริงของรายการที่นำมาคำนวณรวม 5,286 บาท และมีเงินแยกเข้าเงินออมอีก 354 บาท หากรักษารูปแบบเดิมได้ตลอด 12 เดือน จะมีเงินเก็บจากการปัดเศษรวม 4,248 บาท โดยไม่รวมดอกเบี้ย และไม่จำเป็นต้องซื้อของเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มยอดออม

ควรเลือกปัดเศษหลักสิบหรือหลักร้อย?

ควรเริ่มจากการปัดหลักสิบก่อน หากเพิ่งทดลองออมเงินวิธีนี้ เพราะเงินที่แยกเก็บในแต่ละครั้งจะไม่สูงเกินไป ทำให้ยังคุมเงินใช้ระหว่างเดือนได้ง่ายกว่า ขณะที่การปัดหลักร้อยอาจกันเงินเพิ่มหลายสิบบาทต่อรายการ และทำให้เงินในบัญชีลดเร็ว โดยเฉพาะคนที่มีค่าใช้จ่ายย่อยหลายครั้งในวันทำงาน

หากนำ ตัวอย่างการใช้จ่าย 1 เดือน ชุดเดียวกันมาทดลองเปรียบเทียบ จะเห็นว่าผลลัพธ์ต่างกันมาก โดยแบบปัดหลักสิบจะออมได้ 354 บาทต่อเดือน แต่ถ้าปัดหลักร้อยภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน จะออมได้ถึง 5,514 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายจริง

เริ่มออมเงินแบบปัดเศษด้วยตัวเองอย่างไร?

เริ่มออมเงินแบบปัดเศษได้ทันที ด้วยการเปิดบัญชี หรือแยกกระปุกเงินออมไว้หนึ่งแห่ง แล้วบันทึกส่วนต่างจากยอดที่จ่ายจริง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนธนาคาร หรือสมัครบริการใหม่ และไม่จำเป็นต้องโอนเงินทุกครั้ง หากการรวมยอดไว้โอนเป็นรายสัปดาห์สะดวกกว่า

ขั้นตอนทดลองทำด้วยตัวเอง

  1. เลือกปัดยอดใช้จ่ายขึ้นเป็นหลักสิบ เพื่อเริ่มจากจำนวนเงินเล็กๆ
  2. ใช้จ่ายตามปกติ แล้วบันทึกยอดซื้อใน Notes หรือ Google Sheets
  3. คำนวณส่วนต่างของแต่ละรายการ ตัวอย่างเช่น 74 บาท ปัดเป็น 80 บาท เท่ากับเก็บ 6 บาท
  4. รวมยอดส่วนต่างเมื่อสิ้นวัน หรือสิ้นสัปดาห์
  5. โอนยอดรวมเข้าบัญชีออมที่แยกไว้ และตรวจยอดสะสมเมื่อครบหนึ่งเดือน

ใช้แอปช่วยออมเงินแบบปัดเศษอัตโนมัติได้ไหม?

ใช้ได้ หากแอปรองรับระบบแยกเงินออม เช่น Kept by Krungsri มีฟีเจอร์แอบเก็บ (Auto Grab) ในกระปุก Fun ที่สามารถตั้งค่าให้เก็บเงินเป็นจำนวนคงที่ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ หรือปัดยอดขึ้นแล้วนำส่วนต่างไปออมโดยอัตโนมัติ เช่น จ่าย 347 บาท หากเลือกปัดเป็นหลักร้อย ระบบจะแยกเงินเพิ่ม 53 บาทเข้ากระปุก Fun (2026-07-06) [1]

อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบว่าแอปนำธุรกรรมประเภทใดมาคิดเงินออม และมีเงินในบัญชีหลักเพียงพอหรือไม่ เพราะการปัดเศษหลายรายการในวันเดียว อาจทำให้ยอดเงินที่ถูกแยกเก็บสูงกว่าที่วางแผนไว้ โดยเฉพาะเมื่อเลือกปัดเป็นหลักร้อย

ควรกำหนดเพดานออมเงินแบบปัดเศษเท่าไร?

ควรกำหนดเพดานจากเงินที่สามารถแยกเก็บได้จริง หลังหักค่าใช้จ่ายจำเป็นแล้ว ตัวอย่างเช่น ทดลองตั้งงบออมส่วนนี้ไว้ไม่เกิน 150 บาทต่อเดือน เมื่อยอดสะสมครบกำหนดให้หยุดเก็บชั่วคราว หรือปิดฟีเจอร์อัตโนมัติจนกว่าจะขึ้นเดือนใหม่ หากแอปไม่มีระบบจำกัดยอดสะสมให้โดยตรง

มีรายการใช้จ่ายอะไรที่ควรระวังก่อนนำมาปัดเศษ?

ควรระวังรายการโอนเงินก้อนใหญ่ รายการที่เป็น เงินสำรองจ่าย แทนผู้อื่น และรายการที่อาจมีการคืนเงินภายหลัง โดยเฉพาะเมื่อเปิดระบบปัดเศษอัตโนมัติ เพราะเงื่อนไขของแต่ละบริการอาจแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น หากซื้อสินค้าราคา 183 บาท แล้วได้รับเงินคืนเต็มจำนวนภายหลัง

ควรตรวจสอบด้วยว่าเงินออม 7 บาทที่แยกไว้ถูกจัดการอย่างไร เพื่อไม่ให้บันทึกยอดออมคลาดเคลื่อน อีกกรณีที่ต้องระวังคือ เงินในบัญชีหลักไม่เพียงพอ เมื่อใช้ระบบอัตโนมัติบางแห่ง อาจข้ามการเก็บเงินรายการนั้นไป ขณะที่บางบริการมีเงื่อนไขอื่นเกี่ยวกับยอดคงเหลือ หรือค่าธรรมเนียม

จำเป็นต้องซื้อของเพิ่มเพื่อให้มีเงินออมมากขึ้นไหม?

ไม่จำเป็นต้องซื้อของเพิ่มเพื่อสร้างยอดออม เพราะเงินที่ได้จากการปัดเศษไม่ได้เป็นกำไร หรือเงินคืนจากร้านค้า แต่เป็นการย้ายเงินส่วนหนึ่งของเราไปเก็บไว้ต่างหาก ประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ ค่าใช้จ่ายของบริการออมเงินอัตโนมัติ

มีบทวิเคราะห์ด้านการเงิน ที่ตั้งข้อสังเกตว่าบางบริการอาจมีค่าสมาชิก และการแยกเงินออมจำนวนเล็กๆ บ่อยครั้งอาจกระทบยอดคงเหลือในบัญชีหลักได้ จึงควรเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายกับประโยชน์ที่ได้รับก่อนใช้งาน (2026-05-09) [2]

ออมเงินแบบปัดเศษอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่?

ไม่เพียงพอ เพราะยอดสะสมจากการปัดเศษ ขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้จ่าย หากเดือนใดซื้อของน้อยลง เงินที่เก็บได้ก็อาจลดลงตามไปด้วย จึงควรกำหนดยอดออมหลัก จากรายได้แยกต่างหาก แล้วใช้การปัดเศษเป็นเงินออมเสริมสำหรับเป้าหมายเล็กๆ เช่น ค่าของใช้จำเป็น หรือเงินสำรองระยะสั้น

ความสม่ำเสมอเป็นอีกเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ เพราะผลสำรวจผู้บริโภคไทยพบว่า แม้ 60% ของผู้ตอบแบบสำรวจจะออม หรือลงทุนเป็นประจำทุกเดือน แต่ยังมีอีก 31% ที่ทำเป็นครั้งคราว วิธีปัดเศษจึงอาจเป็นทางเลือกช่วยสร้างกิจวัตรในการเก็บเงินได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการวางแผนออมเงิน ตามเป้าหมายหลักทั้งหมด (2025-04-10) [3]

สุดท้ายแล้ว การออมเงินแบบปัดเศษคุ้มไหม?

สรุป การออมเงินแบบปัดเศษ คุ้มสำหรับคนที่ต้องการสร้างนิสัยเก็บเงิน จากค่าใช้จ่ายเดิม โดยเริ่มปัดหลักสิบ และทดลองติดตามยอดประมาณหนึ่งเดือนก่อน วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องออมให้ได้มากที่สุดในทุกครั้ง แต่ควรมีเพดานที่ไม่กระทบเงินใช้ประจำ และไม่ซื้อของเพิ่มเพียงเพราะต้องการเพิ่มยอดออม

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง