
ทำอาหารกินเองกับซื้อกิน เทียบต้นทุนให้ครบก่อนเลือก
- Harry P
- 14 views

ทำอาหารกินเองกับซื้อกิน ไม่ได้มีคำตอบว่าแบบไหนถูกกว่าเสมอ เพราะต้นทุนจริงไม่ได้มีแค่ราคาวัตถุดิบ กับราคาหน้าร้าน คนที่ซื้อของมาแล้วใช้ได้หลายมื้อ อาจประหยัดจากการทำเอง แต่คนที่อยู่คนเดียว ซื้อวัตถุดิบหลายอย่างแล้วใช้ไม่หมด ก็อาจจ่ายจริงสูงกว่าการซื้ออาหารพร้อมกินบางมื้อได้
ควรนับมากกว่าราคาของที่หยิบใส่ตะกร้า โดยต้นทุนต่อมื้อควรรวมวัตถุดิบที่ใช้จริง เครื่องปรุง น้ำมัน ค่าไฟ หรือเชื้อเพลิง และส่วนของอาหารที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ เพราะของที่เหลือจนเสีย ก็เป็นเงินที่จ่ายไปแล้วเหมือนกัน
ค่าอุปกรณ์ ไม่จำเป็นต้องนำมาคิดทุกมื้อเสมอไป ถ้าที่บ้านมีหม้อ กระทะ หม้อหุงข้าว และตู้เย็นใช้อยู่แล้ว การเอาราคาอุปกรณ์ทั้งหมด มาหารลงในอาหารหนึ่งมื้อ อาจทำให้ต้นทุนดูสูงเกินจริง แต่ถ้าต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่เพียงเพราะเริ่มทำอาหาร ก็ควรมองเป็นค่าใช้จ่ายตั้งต้นแยกต่างหาก
ไม่ควรดูแค่ราคาเมนู ถ้ามีค่าใช้จ่ายอื่นตามมาด้วย การเดินทางไปซื้อ ค่าส่ง ค่าบริการ เครื่องดื่ม หรือการสั่งเพิ่มเพื่อให้ถึงยอดขั้นต่ำ ล้วนทำให้มื้อที่ดูราคาไม่สูงมาก จบด้วยยอดจ่ายจริงที่มากกว่าเดิมได้
ข้อได้เปรียบของการซื้อกิน คือรู้ต้นทุนต่อมื้อค่อนข้างชัด ตัวอย่างเช่น ถ้าร้านใกล้บ้านขายข้าวหนึ่งจาน 50 บาท และเดินไปซื้อได้โดยไม่มีค่าส่ง เราก็รู้ทันทีว่ามื้อนั้นจ่ายประมาณเท่าไร ต่างจากการทำเองที่ต้องเฉลี่ยวัตถุดิบ เครื่องปรุง และของที่เหลือจากการซื้อครั้งเดียวกัน

ต่างกันตรงที่การทำอาหารเอง มีต้นทุนกระจายหลายรายการ ส่วนซื้อกิน เราจะเห็นราคาเกือบทั้งหมดตั้งแต่ตอนจ่าย ถ้าเทียบเฉพาะราคาวัตถุดิบ กับราคาอาหารหน้าร้าน การทำเอง จึงมักดูได้เปรียบกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย
เพราะทั้งอาหารสด และอาหารสำเร็จรูป กำลังมีแรงกดดันด้านราคา ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าเดือนสิงหาคม 2569 หมวดอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์สูงขึ้น 2.99% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีทั้งข้าวราดแกง ไข่ไก่ ผัก และผลไม้บางชนิด อยู่ในกลุ่มที่ราคาสูงขึ้น (2026-09-07) [1]
เพราะเห็นการปรับราคาชัดในอาหารบางกลุ่ม โดยการสำรวจอาหารจานเดียว 1,535 รายการที่รายงานในเดือนมิถุนายน 2569 พบว่ามี 438 รายการ หรือ 28.53% ที่ปรับราคาเพิ่ม และหลายรายการปรับขึ้นครั้งละ 5-10 บาท จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคำถามเรื่อง “ทำเองหรือซื้อกิน” กลับมาถูกพูดถึงในมุมค่าครองชีพมากขึ้น (2026-07-06) [2]
ประหยัดได้ ถ้าซื้อของหนึ่งครั้ง แล้วนำไปต่อยอดได้หลายมื้อ วัตถุดิบอย่างข้าว ไข่ เนื้อสัตว์ หรือผักบางอย่าง จะคุ้มขึ้นเมื่อไม่ต้องซื้อใหม่ทุกครั้ง และยิ่งใช้เครื่องปรุงชุดเดิม กับหลายเมนู ต้นทุนของแต่ละมื้อก็ยิ่งกระจายออกไป
แต่ทำเองอาจไม่ประหยัด ถ้าทุกเมนูต้องซื้อของชุดใหม่ เช่น อยากทำอาหารเพียงมื้อเดียว แต่ต้องซื้อผัก เนื้อ ซอส และเครื่องปรุงหลายรายการ จากนั้นไม่มีแผนใช้ของที่เหลือ ต้นทุนที่ควรมองจึงไม่ใช่แค่ “วันนี้ตักลงกระทะไปเท่าไร” แต่ต้องดูด้วยว่าเงินที่จ่ายซื้อทั้งแพ็ก ถูกใช้หมดหรือไม่
ควรคิดจากเงินที่จ่ายซื้อวัตถุดิบจริง แล้วดูว่าวัตถุดิบชุดนั้นนำไปทำได้กี่มื้อ ตัวอย่างเช่น ซื้ออกไก่ 500 กรัม ราคา 42 บาท และคะน้า 1 มัด 10 บาท โดยตั้งใจแบ่งทำอาหาร 2 มื้อ เท่ากับหนึ่งมื้อใช้ต้นทุนอกไก่ประมาณ 21 บาท และคะน้าประมาณ 5 บาท เมื่อรวมเครื่องปรุงที่มีอยู่แล้วเฉลี่ยประมาณ 5 บาท
ต้นทุนของมื้อนี้จะอยู่ที่ราว 31 บาท และยังเหลืออกไก่ กับคะน้าสำหรับทำอีกหนึ่งมื้อ สิ่งที่ควรดูจึงไม่ใช่แค่ว่าตอนไปซื้อของจ่าย 52 บาท แต่ต้องดูด้วยว่าเงินก้อนนั้น กระจายออกไปเป็นอาหารได้กี่มื้อ ส่วนข้าว ค่าไฟ หรือแก๊ส สามารถนำมาบวกเพิ่มภายหลังได้ตามการใช้งานจริง

ในตัวอย่างนี้ การทำกินเอง ประหยัดค่าอาหาร กว่าการซื้อกินประมาณ 134 บาทใน 7 มื้อ แต่จุดสำคัญไม่ใช่แค่ส่วนต่างของราคา แต่คือการเลือกเมนูให้ใช้ไก่ ไข่ ผัก ข้าว และเครื่องปรุงชุดเดิมต่อกันได้หลายวัน ถ้าซื้อวัตถุดิบเพิ่มใหม่แทบทุกมื้อ หรือมีของเหลือจนต้องทิ้ง ต้นทุนของฝั่งทำเอง ก็อาจสูงขึ้นจนส่วนต่างลดลงได้
เพราะคนที่ทำอาหารไม่บ่อย การซื้อผัก หรือเนื้อสัตว์มาในปริมาณเกินความต้องการ แล้วปล่อยให้เสีย เท่ากับต้นทุนของส่วนที่ทิ้ง ต้องถูกแบกโดยอาหารมื้อที่กินจริง ทำให้ต้นทุนต่อมื้อสูงกว่าที่เห็นจากวัตถุดิบในจาน
วิธีลดปัญหานี้ คือวางเมนูจากของที่มี แทนการซื้อของตามเมนูทุกครั้ง เช่น ถ้ามีอกไก่ และผักเหลืออยู่ เมนูถัดไปควรพยายามใช้ของชุดเดิมก่อน วิธีคิดแบบนี้ทำให้การทำอาหารเองเริ่มได้เปรียบ เพราะวัตถุดิบหนึ่งชุด ไม่ได้ถูกใช้เพื่ออาหารเพียงจานเดียว
ควรนับในแง่การตัดสินใจ แม้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกนาทีให้เป็นเงินบาท เพราะการซื้อของ เตรียมวัตถุดิบ ทำอาหาร และล้างครัวใช้เวลาที่สามารถนำไปพักผ่อน ทำงาน หรือทำอย่างอื่นได้ สำหรับบางคนเงินที่ประหยัดได้คุ้มกับเวลาที่เสียไป แต่สำหรับบางคนความสะดวกของการซื้อกิน มีมูลค่ามากกว่า
สรุป ทำอาหารกินเองจะเหมาะกว่า ก็ต่อเมื่อใช้วัตถุดิบต่อได้หลายมื้อ และมีของเหลือน้อย ส่วนซื้อกินเหมาะกว่าเมื่อทำอาหารไม่บ่อย ต้องซื้อวัตถุดิบหลายอย่างเพื่อมื้อเดียว หรือให้ความสำคัญกับเวลามากกว่าเงินส่วนต่าง จึงไม่มีเหตุผลต้องเลือกแบบใดแบบหนึ่งตลอดทั้งเดือน

