ต้นทุนเก็บเงินปลายทาง ร้านต้องเผื่ออะไรบ้าง

ต้นทุนเก็บเงินปลายทาง

ต้นทุนเก็บเงินปลายทาง ไม่ได้มีเพียงค่าธรรมเนียม COD แต่รวมค่าจัดส่ง บรรจุภัณฑ์ เงินที่รอรับ และค่าใช้จ่ายเมื่อผู้ซื้อปฏิเสธพัสดุ ร้านจึงควรตรวจเงื่อนไขขนส่งและทดลองคำนวณเงินเหลือต่อออเดอร์ก่อนเปิดใช้บริการจริง

ต้นทุนเก็บเงินปลายทางประกอบด้วยอะไรบ้าง?

ต้นทุนควรแยกตามเหตุการณ์ที่ทำให้ร้านจ่ายเงินหรือยังไม่ได้รับเงิน ตั้งแต่เตรียมพัสดุ ส่งสำเร็จ รอรับยอด ไปจนถึงสินค้าถูกส่งคืน การแยกเช่นนี้ช่วยให้เห็นต้นทุนที่เกิดขึ้นแม้การขายไม่สมบูรณ์

ต้นทุนหรือข้อมูลที่ต้องตรวจต้องดูอะไรผลกระทบต่อร้าน
ต้นทุนสินค้าราคาซื้อหรือค่าผลิตต่อชิ้นเงินค้างอยู่ในสินค้าระหว่างจัดส่ง
ค่าบรรจุภัณฑ์กล่อง ซอง เทป และวัสดุกันกระแทกจ่ายแล้วแม้ผู้ซื้อปฏิเสธรับ
ค่าจัดส่งค่าส่งขาไป บริการเสริม และพื้นที่ห่างไกลลดเงินเหลือต่อออเดอร์
ค่าธรรมเนียม CODอัตรา ฐานคำนวณ และภาษีถูกหักจากยอดที่เรียกเก็บ
ค่าถอนหรือโอนเงินค่าทำรายการและธนาคารปลายทางลดเงินที่เข้าบัญชีจริง
รอบรับเงินวันที่ส่งสำเร็จและวันที่เงินเข้ากระทบเงินหมุนของร้าน
พัสดุตีกลับค่าส่งกลับและสภาพสินค้าที่ได้รับคืนอาจเกิดต้นทุนเพิ่มหรือขายต่อไม่ได้

เช็กข้อที่ 1 ค่าธรรมเนียม COD คิดจากยอดใด?

ตรวจว่าผู้ให้บริการคิดค่าธรรมเนียมจากราคาสินค้า ยอดเก็บปลายทาง หรือยอดที่รวมค่าจัดส่งแล้ว รวมทั้งตรวจว่าตัวเลขที่ประกาศรวมภาษีหรือไม่ เพราะฐานคำนวณต่างกันย่อมทำให้เงินสุทธิที่ร้านได้รับต่างกัน

ไม่ควรจำอัตราจากข้อมูลเก่าหรือนำเงื่อนไขของผู้ให้บริการรายหนึ่งไปใช้กับอีกราย ควรบันทึกชื่อบริการ ฐานคำนวณ อัตราปัจจุบัน และภาษีจากหน้าบริการหรือสัญญาที่ร้านใช้งานจริง

เช็กข้อที่ 2 รอบรับเงินและค่าทำรายการเป็นอย่างไร?

ตรวจว่าเงินเข้ากระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีธนาคารเมื่อใด นับเฉพาะวันทำการหรือไม่ และมีค่าถอนหรือโอนเงินเพิ่มหรือไม่ เงินที่เก็บจากลูกค้าสำเร็จแล้วแต่ยังไม่เข้าบัญชีควรบันทึกเป็นยอดรอรับ ไม่ใช่เงินสดพร้อมใช้

KEX ระบุในข่าวประชาสัมพันธ์ว่า บริการ COD มีค่าธรรมเนียม 2.4% โดยเรียกเก็บจากผู้ส่ง และไม่เก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวเมื่อจัดส่งไม่สำเร็จ เนื่องจากข้อมูลนี้เป็นเงื่อนไขที่เผยแพร่ในช่วงเวลาหนึ่ง ร้านจึงควรตรวจอัตราปัจจุบันและรอบโอนเงินจากผู้ให้บริการที่ใช้งานจริงก่อนวางแผนกระแสเงินสด (2023-05-09) [1]

เช็กข้อที่ 3 ค่าจัดส่งรวมบริการใดแล้ว?

ตรวจว่าราคาส่งรวมค่ารับพัสดุถึงร้าน ค่าพื้นที่ห่างไกล ค่าบริการ COD ค่าประกันสินค้า หรือค่าขนส่งกลับแล้วหรือไม่ หากใช้ราคาตามน้ำหนักหรือขนาด ควรชั่งและวัดกล่องหลังบรรจุ ไม่ควรใช้เฉพาะน้ำหนักสินค้า

ร้านที่มีสินค้าหลายขนาดควรแยกค่าจัดส่งตามประเภทกล่อง เพราะการใช้ค่าเฉลี่ยเดียวอาจทำให้สินค้าชิ้นใหญ่มีต้นทุนต่ำกว่าความจริง ขณะที่สินค้าชิ้นเล็กถูกบวกต้นทุนมากเกินไป

เช็กข้อที่ 4 บรรจุภัณฑ์หนึ่งออเดอร์มีอะไรบ้าง?

รวมค่ากล่อง ซอง วัสดุกันกระแทก เทป ฉลาก และเอกสารที่ใส่ในพัสดุ แม้แต่ละรายการมีราคาไม่สูง แต่จะเกิดขึ้นทุกครั้งที่เตรียมสินค้า และอาจใช้ซ้ำไม่ได้เมื่อกล่องถูกเปิดหรือเสียหายระหว่างตีกลับ

ควรทดลองแพ็กสินค้าจริงเพื่อดูว่าต้องใช้อุปกรณ์ใด ไม่ควรนับเฉพาะกล่อง หากสินค้ามีความเสี่ยงแตก รั่ว หรือเสียรูป ควรรวมวัสดุป้องกันที่จำเป็นไว้ในต้นทุนก่อน ตั้งราคาขาย

เช็กข้อที่ 5 ผู้ซื้อปฏิเสธรับสินค้ากระทบร้านอย่างไร?

เมื่อผู้ซื้อไม่รับพัสดุ ร้านจะไม่ได้รับยอดขาย แต่ต้นทุนสินค้า แรงงานแพ็ก บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งบางส่วนอาจเกิดขึ้นแล้ว ควรตรวจว่าผู้ให้บริการคิดค่าส่งกลับหรือไม่ และสินค้าที่กลับมายังขายต่อได้ในสภาพเดิมหรือเปล่า

มาตรการส่งดีมีผลใช้บังคับวันที่ 3 ตุลาคม 2567 โดยเปิดทางให้ผู้บริโภคปฏิเสธสินค้าเมื่อไม่ตรงคำสั่งซื้อ ไม่ได้สั่งซื้อ หรือสินค้าชำรุด หากชำระเงินแล้วสามารถขอคืนได้ภายใน 5 วัน และผู้ให้บริการต้องคืนเงินภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้ง (2024-08-30) [2]

เช็กข้อที่ 6 เงินที่รอรับกระทบการหมุนเงินหรือไม่?

เงินรอรับไม่ใช่ค่าธรรมเนียม แต่เป็นเงินที่ร้านยังนำไปซื้อสินค้า จ่ายผู้ขาย หรือส่งออเดอร์ถัดไปไม่ได้ หากมีออเดอร์ COD ต่อเนื่อง ร้านอาจต้องสำรองเงินสำหรับสินค้า บรรจุภัณฑ์ และค่าจัดส่งหลายรอบก่อนยอดเดิมเข้าบัญชี

ควรแยกสถานะออเดอร์เป็นเตรียมส่ง อยู่ระหว่างขนส่ง ส่งสำเร็จ รอรับเงิน ได้รับเงิน และตีกลับ พร้อมกระทบยอดกับรายงานของบริษัทขนส่ง วิธีนี้ช่วยตรวจว่าเงินค้างอยู่ในขั้นตอนใดและมีรายการใดเกินรอบปกติ

เช็กข้อที่ 7 เงินเหลือต่อออเดอร์เพียงพอหรือไม่?

คำนวณเงินเหลือหลังหักต้นทุนที่เกิดกับออเดอร์นั้น อย่าใช้ยอดที่ลูกค้าชำระเป็นกำไร เพราะยอดดังกล่าวยังไม่ได้หักต้นทุนสินค้า ค่าจัดส่ง บรรจุภัณฑ์ ค่าธรรมเนียม และค่าทำรายการ สูตรคือ เงินเหลือต่อออเดอร์ = ยอดเรียกเก็บ − ต้นทุนสินค้า − ค่าบรรจุภัณฑ์ − ค่าจัดส่ง − ค่าธรรมเนียม COD − ค่าทำรายการ

  • ยอดเรียกเก็บ คือเงินที่ผู้ซื้อชำระปลายทาง
  • ต้นทุนสินค้า คือเงินที่ร้านใช้จัดหาหรือผลิตสินค้า
  • ค่าบรรจุภัณฑ์ คือค่าอุปกรณ์ที่ใช้แพ็กออเดอร์
  • ค่าจัดส่ง คือค่าขนส่งตามเงื่อนไขที่ร้านรับผิดชอบ
  • ค่าธรรมเนียม COD คือค่าบริการเรียกเก็บเงินปลายทาง
  • ค่าทำรายการ คือค่าถอนหรือโอนยอดเข้าสู่บัญชี

ตัวอย่างสมมติคำนวณต้นทุนเก็บเงินปลายทาง

ตัวเลขทั้งหมดต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมติ เพื่อสาธิตวิธีคำนวณ ไม่ใช่อัตราของผู้ให้บริการขนส่ง ร้านควรแทนค่าด้วยใบเสร็จ รายงานการรับเงิน และเงื่อนไขบริการที่ใช้อยู่จริง

ตัวอย่างสมมติที่ 1 ลูกค้ารับสินค้าเรียบร้อย

สมมติร้านเรียกเก็บ 600 บาท มีต้นทุนสินค้า 260 บาท ค่าบรรจุภัณฑ์ 15 บาท ค่าจัดส่ง 55 บาท ค่าธรรมเนียม COD 18 บาท และไม่มีค่าทำรายการเพิ่มเติม

เงินเหลือต่อออเดอร์ = 600 − 260 − 15 − 55 − 18 = 252 บาท ตรวจผลโดยรวมต้นทุนได้ 348 บาท เมื่อนำไปรวมกับเงินเหลือ 252 บาท จะเท่ากับยอดเรียกเก็บ 600 บาท

ตัวอย่างสมมติที่ 2 มีค่าทำรายการเพิ่มเติม

สมมติยอดเรียกเก็บ 850 บาท ต้นทุนสินค้า 400 บาท ค่าบรรจุภัณฑ์ 20 บาท ค่าจัดส่ง 70 บาท ค่าธรรมเนียม COD 25 บาท และค่าทำรายการ 20 บาท

เงินเหลือต่อออเดอร์ = 850 − 400 − 20 − 70 − 25 − 20 = 315 บาท ตรวจผลโดยรวมต้นทุนได้ 535 บาท และเมื่อนำไปรวมกับเงินเหลือ 315 บาท จะเท่ากับยอดเรียกเก็บ 850 บาท

ตัวอย่างสมมติที่ 3 ลูกค้าปฏิเสธรับสินค้า

สมมติสินค้ามีต้นทุน 300 บาท ค่าบรรจุภัณฑ์ 18 บาท ค่าจัดส่งขาไป 60 บาท และผู้ให้บริการตามเงื่อนไขสมมติไม่คิดค่าขนส่งกลับ ร้านยังไม่มีรายรับจากออเดอร์นี้และเสียค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว 78 บาท โดยไม่นับต้นทุนสินค้าที่ยังขายต่อได้

หากสินค้ากลับมาเสียหายจนขายต่อไม่ได้ ความเสียหายตามตัวอย่างสมมติจะเพิ่มต้นทุนสินค้า 300 บาท ทำให้เงินที่เกี่ยวข้องรวมเป็น 378 บาท จึงควรแยกกรณีสินค้ากลับมาขายต่อได้ออกจากกรณีสินค้าเสียหาย

แต่ละออเดอร์ COD ควรบันทึกอะไรบ้าง?

ควรบันทึกข้อมูลตั้งแต่รับคำสั่งซื้อจนได้รับเงิน เพื่อเชื่อมต้นทุน สถานะพัสดุ และยอดโอนเข้าด้วยกัน ร้านจะได้รู้ว่าออเดอร์ใดส่งสำเร็จ รายการใดยังรอเงิน และพัสดุใดตีกลับจนเกิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ข้อมูลที่ควรบันทึกรายละเอียดที่ต้องระบุใช้ตรวจอะไร
เลขออเดอร์และเลขพัสดุรหัสคำสั่งซื้อและหมายเลขติดตามพัสดุเชื่อมรายการขายกับการจัดส่ง
ยอดเรียกเก็บเงินที่บริษัทขนส่งต้องเก็บจากผู้ซื้อตรวจยอดเงินที่ร้านควรได้รับ
ต้นทุนการจัดส่งค่าส่ง ค่าบรรจุภัณฑ์ และบริการเสริมคำนวณเงินเหลือต่อออเดอร์
ค่าธรรมเนียม CODยอดที่ผู้ให้บริการหักจริงตรวจความถูกต้องของเงินสุทธิ
วันที่ส่งสำเร็จวันที่ผู้ซื้อรับสินค้าและชำระเงินเริ่มตรวจรอบนำส่งเงิน
วันที่ได้รับเงินวันที่ยอดเข้าระบบหรือบัญชีธนาคารตรวจระยะเวลาที่เงินค้าง
สถานะออเดอร์อยู่ระหว่างส่ง ส่งสำเร็จ รอเงิน หรือตีกลับดูว่าออเดอร์อยู่ในขั้นตอนใด
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่าส่งกลับ ค่าถอนเงิน หรือค่าทำรายการตรวจต้นทุนที่เกิดนอกเหนือจากการส่งปกติ

ร้านควรอัปเดตสถานะหลังเกิดความเปลี่ยนแปลงและเทียบยอดที่ได้รับกับรายงานของผู้ให้บริการ หากยอดไม่ตรง จะย้อนตรวจได้ทันทีว่าคลาดเคลื่อนจากค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือออเดอร์ที่ยังไม่ถึงรอบโอนเงิน

สรุปต้นทุนเก็บเงินปลายทางที่ร้านต้องเผื่อ

ต้นทุนเก็บเงินปลายทาง

ต้นทุนเก็บเงินปลายทางควรรวมต้นทุนสินค้า บรรจุภัณฑ์ ค่าจัดส่ง ค่าธรรมเนียม ค่าทำรายการ เงินรอรับ และความเสียหายจากพัสดุตีกลับ ร้านควรตรวจเงื่อนไขของผู้ให้บริการ คำนวณเงินเหลือต่อออเดอร์ และกระทบยอดเงินจริงก่อนนำต้นทุน COD ไปใช้ ตั้งราคาขาย

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง