
ต้นทุนเก็บเงินปลายทาง ร้านต้องเผื่ออะไรบ้าง
- Wynn
- 8 views

ต้นทุนเก็บเงินปลายทาง ไม่ได้มีเพียงค่าธรรมเนียม COD แต่รวมค่าจัดส่ง บรรจุภัณฑ์ เงินที่รอรับ และค่าใช้จ่ายเมื่อผู้ซื้อปฏิเสธพัสดุ ร้านจึงควรตรวจเงื่อนไขขนส่งและทดลองคำนวณเงินเหลือต่อออเดอร์ก่อนเปิดใช้บริการจริง
ต้นทุนควรแยกตามเหตุการณ์ที่ทำให้ร้านจ่ายเงินหรือยังไม่ได้รับเงิน ตั้งแต่เตรียมพัสดุ ส่งสำเร็จ รอรับยอด ไปจนถึงสินค้าถูกส่งคืน การแยกเช่นนี้ช่วยให้เห็นต้นทุนที่เกิดขึ้นแม้การขายไม่สมบูรณ์
| ต้นทุนหรือข้อมูลที่ต้องตรวจ | ต้องดูอะไร | ผลกระทบต่อร้าน |
|---|---|---|
| ต้นทุนสินค้า | ราคาซื้อหรือค่าผลิตต่อชิ้น | เงินค้างอยู่ในสินค้าระหว่างจัดส่ง |
| ค่าบรรจุภัณฑ์ | กล่อง ซอง เทป และวัสดุกันกระแทก | จ่ายแล้วแม้ผู้ซื้อปฏิเสธรับ |
| ค่าจัดส่ง | ค่าส่งขาไป บริการเสริม และพื้นที่ห่างไกล | ลดเงินเหลือต่อออเดอร์ |
| ค่าธรรมเนียม COD | อัตรา ฐานคำนวณ และภาษี | ถูกหักจากยอดที่เรียกเก็บ |
| ค่าถอนหรือโอนเงิน | ค่าทำรายการและธนาคารปลายทาง | ลดเงินที่เข้าบัญชีจริง |
| รอบรับเงิน | วันที่ส่งสำเร็จและวันที่เงินเข้า | กระทบเงินหมุนของร้าน |
| พัสดุตีกลับ | ค่าส่งกลับและสภาพสินค้าที่ได้รับคืน | อาจเกิดต้นทุนเพิ่มหรือขายต่อไม่ได้ |
ตรวจว่าผู้ให้บริการคิดค่าธรรมเนียมจากราคาสินค้า ยอดเก็บปลายทาง หรือยอดที่รวมค่าจัดส่งแล้ว รวมทั้งตรวจว่าตัวเลขที่ประกาศรวมภาษีหรือไม่ เพราะฐานคำนวณต่างกันย่อมทำให้เงินสุทธิที่ร้านได้รับต่างกัน
ไม่ควรจำอัตราจากข้อมูลเก่าหรือนำเงื่อนไขของผู้ให้บริการรายหนึ่งไปใช้กับอีกราย ควรบันทึกชื่อบริการ ฐานคำนวณ อัตราปัจจุบัน และภาษีจากหน้าบริการหรือสัญญาที่ร้านใช้งานจริง
ตรวจว่าเงินเข้ากระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีธนาคารเมื่อใด นับเฉพาะวันทำการหรือไม่ และมีค่าถอนหรือโอนเงินเพิ่มหรือไม่ เงินที่เก็บจากลูกค้าสำเร็จแล้วแต่ยังไม่เข้าบัญชีควรบันทึกเป็นยอดรอรับ ไม่ใช่เงินสดพร้อมใช้
KEX ระบุในข่าวประชาสัมพันธ์ว่า บริการ COD มีค่าธรรมเนียม 2.4% โดยเรียกเก็บจากผู้ส่ง และไม่เก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวเมื่อจัดส่งไม่สำเร็จ เนื่องจากข้อมูลนี้เป็นเงื่อนไขที่เผยแพร่ในช่วงเวลาหนึ่ง ร้านจึงควรตรวจอัตราปัจจุบันและรอบโอนเงินจากผู้ให้บริการที่ใช้งานจริงก่อนวางแผนกระแสเงินสด (2023-05-09) [1]
ตรวจว่าราคาส่งรวมค่ารับพัสดุถึงร้าน ค่าพื้นที่ห่างไกล ค่าบริการ COD ค่าประกันสินค้า หรือค่าขนส่งกลับแล้วหรือไม่ หากใช้ราคาตามน้ำหนักหรือขนาด ควรชั่งและวัดกล่องหลังบรรจุ ไม่ควรใช้เฉพาะน้ำหนักสินค้า
ร้านที่มีสินค้าหลายขนาดควรแยกค่าจัดส่งตามประเภทกล่อง เพราะการใช้ค่าเฉลี่ยเดียวอาจทำให้สินค้าชิ้นใหญ่มีต้นทุนต่ำกว่าความจริง ขณะที่สินค้าชิ้นเล็กถูกบวกต้นทุนมากเกินไป
รวมค่ากล่อง ซอง วัสดุกันกระแทก เทป ฉลาก และเอกสารที่ใส่ในพัสดุ แม้แต่ละรายการมีราคาไม่สูง แต่จะเกิดขึ้นทุกครั้งที่เตรียมสินค้า และอาจใช้ซ้ำไม่ได้เมื่อกล่องถูกเปิดหรือเสียหายระหว่างตีกลับ
ควรทดลองแพ็กสินค้าจริงเพื่อดูว่าต้องใช้อุปกรณ์ใด ไม่ควรนับเฉพาะกล่อง หากสินค้ามีความเสี่ยงแตก รั่ว หรือเสียรูป ควรรวมวัสดุป้องกันที่จำเป็นไว้ในต้นทุนก่อน ตั้งราคาขาย
เมื่อผู้ซื้อไม่รับพัสดุ ร้านจะไม่ได้รับยอดขาย แต่ต้นทุนสินค้า แรงงานแพ็ก บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งบางส่วนอาจเกิดขึ้นแล้ว ควรตรวจว่าผู้ให้บริการคิดค่าส่งกลับหรือไม่ และสินค้าที่กลับมายังขายต่อได้ในสภาพเดิมหรือเปล่า
มาตรการส่งดีมีผลใช้บังคับวันที่ 3 ตุลาคม 2567 โดยเปิดทางให้ผู้บริโภคปฏิเสธสินค้าเมื่อไม่ตรงคำสั่งซื้อ ไม่ได้สั่งซื้อ หรือสินค้าชำรุด หากชำระเงินแล้วสามารถขอคืนได้ภายใน 5 วัน และผู้ให้บริการต้องคืนเงินภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้ง (2024-08-30) [2]
เงินรอรับไม่ใช่ค่าธรรมเนียม แต่เป็นเงินที่ร้านยังนำไปซื้อสินค้า จ่ายผู้ขาย หรือส่งออเดอร์ถัดไปไม่ได้ หากมีออเดอร์ COD ต่อเนื่อง ร้านอาจต้องสำรองเงินสำหรับสินค้า บรรจุภัณฑ์ และค่าจัดส่งหลายรอบก่อนยอดเดิมเข้าบัญชี
ควรแยกสถานะออเดอร์เป็นเตรียมส่ง อยู่ระหว่างขนส่ง ส่งสำเร็จ รอรับเงิน ได้รับเงิน และตีกลับ พร้อมกระทบยอดกับรายงานของบริษัทขนส่ง วิธีนี้ช่วยตรวจว่าเงินค้างอยู่ในขั้นตอนใดและมีรายการใดเกินรอบปกติ
คำนวณเงินเหลือหลังหักต้นทุนที่เกิดกับออเดอร์นั้น อย่าใช้ยอดที่ลูกค้าชำระเป็นกำไร เพราะยอดดังกล่าวยังไม่ได้หักต้นทุนสินค้า ค่าจัดส่ง บรรจุภัณฑ์ ค่าธรรมเนียม และค่าทำรายการ สูตรคือ เงินเหลือต่อออเดอร์ = ยอดเรียกเก็บ − ต้นทุนสินค้า − ค่าบรรจุภัณฑ์ − ค่าจัดส่ง − ค่าธรรมเนียม COD − ค่าทำรายการ
ตัวเลขทั้งหมดต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมติ เพื่อสาธิตวิธีคำนวณ ไม่ใช่อัตราของผู้ให้บริการขนส่ง ร้านควรแทนค่าด้วยใบเสร็จ รายงานการรับเงิน และเงื่อนไขบริการที่ใช้อยู่จริง
สมมติร้านเรียกเก็บ 600 บาท มีต้นทุนสินค้า 260 บาท ค่าบรรจุภัณฑ์ 15 บาท ค่าจัดส่ง 55 บาท ค่าธรรมเนียม COD 18 บาท และไม่มีค่าทำรายการเพิ่มเติม
เงินเหลือต่อออเดอร์ = 600 − 260 − 15 − 55 − 18 = 252 บาท ตรวจผลโดยรวมต้นทุนได้ 348 บาท เมื่อนำไปรวมกับเงินเหลือ 252 บาท จะเท่ากับยอดเรียกเก็บ 600 บาท
สมมติยอดเรียกเก็บ 850 บาท ต้นทุนสินค้า 400 บาท ค่าบรรจุภัณฑ์ 20 บาท ค่าจัดส่ง 70 บาท ค่าธรรมเนียม COD 25 บาท และค่าทำรายการ 20 บาท
เงินเหลือต่อออเดอร์ = 850 − 400 − 20 − 70 − 25 − 20 = 315 บาท ตรวจผลโดยรวมต้นทุนได้ 535 บาท และเมื่อนำไปรวมกับเงินเหลือ 315 บาท จะเท่ากับยอดเรียกเก็บ 850 บาท
สมมติสินค้ามีต้นทุน 300 บาท ค่าบรรจุภัณฑ์ 18 บาท ค่าจัดส่งขาไป 60 บาท และผู้ให้บริการตามเงื่อนไขสมมติไม่คิดค่าขนส่งกลับ ร้านยังไม่มีรายรับจากออเดอร์นี้และเสียค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว 78 บาท โดยไม่นับต้นทุนสินค้าที่ยังขายต่อได้
หากสินค้ากลับมาเสียหายจนขายต่อไม่ได้ ความเสียหายตามตัวอย่างสมมติจะเพิ่มต้นทุนสินค้า 300 บาท ทำให้เงินที่เกี่ยวข้องรวมเป็น 378 บาท จึงควรแยกกรณีสินค้ากลับมาขายต่อได้ออกจากกรณีสินค้าเสียหาย
ควรบันทึกข้อมูลตั้งแต่รับคำสั่งซื้อจนได้รับเงิน เพื่อเชื่อมต้นทุน สถานะพัสดุ และยอดโอนเข้าด้วยกัน ร้านจะได้รู้ว่าออเดอร์ใดส่งสำเร็จ รายการใดยังรอเงิน และพัสดุใดตีกลับจนเกิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม
| ข้อมูลที่ควรบันทึก | รายละเอียดที่ต้องระบุ | ใช้ตรวจอะไร |
|---|---|---|
| เลขออเดอร์และเลขพัสดุ | รหัสคำสั่งซื้อและหมายเลขติดตามพัสดุ | เชื่อมรายการขายกับการจัดส่ง |
| ยอดเรียกเก็บ | เงินที่บริษัทขนส่งต้องเก็บจากผู้ซื้อ | ตรวจยอดเงินที่ร้านควรได้รับ |
| ต้นทุนการจัดส่ง | ค่าส่ง ค่าบรรจุภัณฑ์ และบริการเสริม | คำนวณเงินเหลือต่อออเดอร์ |
| ค่าธรรมเนียม COD | ยอดที่ผู้ให้บริการหักจริง | ตรวจความถูกต้องของเงินสุทธิ |
| วันที่ส่งสำเร็จ | วันที่ผู้ซื้อรับสินค้าและชำระเงิน | เริ่มตรวจรอบนำส่งเงิน |
| วันที่ได้รับเงิน | วันที่ยอดเข้าระบบหรือบัญชีธนาคาร | ตรวจระยะเวลาที่เงินค้าง |
| สถานะออเดอร์ | อยู่ระหว่างส่ง ส่งสำเร็จ รอเงิน หรือตีกลับ | ดูว่าออเดอร์อยู่ในขั้นตอนใด |
| ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม | ค่าส่งกลับ ค่าถอนเงิน หรือค่าทำรายการ | ตรวจต้นทุนที่เกิดนอกเหนือจากการส่งปกติ |
ร้านควรอัปเดตสถานะหลังเกิดความเปลี่ยนแปลงและเทียบยอดที่ได้รับกับรายงานของผู้ให้บริการ หากยอดไม่ตรง จะย้อนตรวจได้ทันทีว่าคลาดเคลื่อนจากค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือออเดอร์ที่ยังไม่ถึงรอบโอนเงิน

ต้นทุนเก็บเงินปลายทางควรรวมต้นทุนสินค้า บรรจุภัณฑ์ ค่าจัดส่ง ค่าธรรมเนียม ค่าทำรายการ เงินรอรับ และความเสียหายจากพัสดุตีกลับ ร้านควรตรวจเงื่อนไขของผู้ให้บริการ คำนวณเงินเหลือต่อออเดอร์ และกระทบยอดเงินจริงก่อนนำต้นทุน COD ไปใช้ ตั้งราคาขาย

