drawdown คืออะไร วัดพอร์ตขาดทุนยังไง

drawdown คือ

drawdown คือ การลดลงของมูลค่าพอร์ตลงทุนจากจุดสูงสุดก่อนหน้า ใช้วัดว่าพอร์ตเคยลดลงมากเพียงใด โดย Corporate Finance Institute (CFI) ยกตัวอย่างพอร์ตที่ลดจาก 10,000 เหลือ 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น Drawdown 30% แม้พอร์ตจะฟื้นตัวในภายหลัง การลดลงที่เคยเกิดขึ้นก็ยังใช้ประเมินความเสี่ยงย้อนหลังได้ (2020-12-10) [1]

Drawdown วัดการลดลงของพอร์ตลงทุนอย่างไร?

การวัด Drawdown ต้องนำมูลค่าพอร์ตที่ลดลงไปเปรียบเทียบกับจุดสูงสุดก่อนหน้า ไม่ใช่เปรียบเทียบกับเงินลงทุนเริ่มต้นเสมอไป จึงสามารถเกิด Drawdown ได้แม้พอร์ตยังมีกำไรจากเงินต้น โดยเริ่มจากตรวจมูลค่าสูงสุด หามูลค่าที่ลดลง และคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์

ขั้นตอนที่ 1 หามูลค่าสูงสุดของพอร์ต

เริ่มจากกำหนดช่วงเวลาที่ต้องการตรวจสอบ เช่น ตั้งแต่เริ่มลงทุนหรือย้อนหลังตามช่วงที่สนใจ แล้วดูว่าพอร์ตเคยมีมูลค่าสูงสุดเท่าไร โดยใช้ข้อมูลที่บันทึกตามช่วงเวลาเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ

ตัวอย่างสมมติ หากพอร์ตเคยมีมูลค่า 100,000 บาท ก่อนเพิ่มเป็น 150,000 บาท ให้ใช้ 150,000 บาทเป็นจุดสูงสุดสำหรับตรวจการลดลงที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น และหากพอร์ตทำจุดสูงสุดใหม่ ต้องปรับจุดอ้างอิงตามด้วย

ขั้นตอนที่ 2 ตรวจมูลค่าพอร์ตที่ลดลง

นำมูลค่าพอร์ตหลังจากจุดสูงสุดมาเปรียบเทียบ เพื่อดูว่ามูลค่าลดลงเท่าไร ตัวอย่างสมมติ หากพอร์ตเคยมีมูลค่าสูงสุด 150,000 บาท ก่อนลดลงเหลือ 120,000 บาท หมายความว่าพอร์ตลดลงจากจุดสูงสุด 30,000 บาท แม้ยังมีมูลค่าสูงกว่าเงินลงทุนเริ่มต้นก็ตาม

ควรตรวจข้อมูลตามลำดับเวลา เพราะจุดต่ำสุดที่เกิดก่อนจุดสูงสุดไม่สามารถนำมาใช้วัดการลดลงจากจุดสูงสุดนั้นได้ และต้องแยกผลของการฝากหรือถอนเงินออกจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการลงทุนด้วย

ขั้นตอนที่ 3 คำนวณ Drawdown เป็นเปอร์เซ็นต์

ใช้มูลค่าพอร์ตที่ต้องการตรวจสอบเทียบกับจุดสูงสุดก่อนหน้า เพื่อแสดงขนาดการลดลงเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยใช้สูตรดังนี้

Drawdown (%) = (มูลค่าพอร์ตที่ตรวจสอบ − มูลค่าสูงสุดก่อนหน้า) ÷ มูลค่าสูงสุดก่อนหน้า × 100

ตัวอย่างสมมติ หากพอร์ตลดจาก 150,000 บาท เหลือ 120,000 บาท จะคำนวณได้ (120,000 − 150,000) ÷ 150,000 × 100 = −20% หมายความว่าพอร์ตมี Drawdown 20% โดยเครื่องหมายลบแสดงทิศทางการลดลง ไม่ได้หมายความว่าขาดทุนจากเงินต้น 20% เสมอไป

ตัวอย่างสมมติการวัด Drawdown ของพอร์ต

ตัวเลขต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงความแตกต่างระหว่าง Drawdown และ Maximum Drawdown โดยกำหนดว่าไม่มีการฝากหรือถอนเงินระหว่างช่วงที่ตรวจสอบ เพื่อให้เห็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการลงทุนอย่างชัดเจน

ตัวอย่างที่ 1 พอร์ตยังมีกำไรแต่เกิด Drawdown

สมมติเริ่มลงทุน 100,000 บาท พอร์ตเพิ่มขึ้นเป็น 150,000 บาท ก่อนลดลงเหลือ 120,000 บาท แม้ยังมีกำไรจากเงินต้น 20,000 บาท แต่เมื่อเทียบกับจุดสูงสุด พอร์ตลดลง 30,000 บาท หรือเกิด Drawdown 20%

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า Drawdown ไม่ได้วัดเฉพาะการขาดทุนจากเงินต้น แต่ช่วยบอกว่ามูลค่าพอร์ตเคยลดลงจากระดับสูงสุดมากเพียงใด ซึ่งเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่ตัวเลขกำไรปัจจุบันอาจไม่แสดงให้เห็น

ตัวอย่างที่ 2 พอร์ตลดลงหลายช่วง

สมมติพอร์ตเดียวกันมีมูลค่าเปลี่ยนแปลงตามลำดับเวลาดังนี้

ช่วงเวลา

มูลค่าพอร์ต

Drawdown จากจุดสูงสุดก่อนหน้า

เริ่มลงทุน

100,000 บาท

0%

ช่วงที่ 1

150,000 บาท

0%

ช่วงที่ 2

120,000 บาท

20%

ช่วงที่ 3

135,000 บาท

10%

ช่วงที่ 4

105,000 บาท

30%

ช่วงที่ 5

160,000 บาท

0%

จากตาราง พอร์ตลดลงมากที่สุดจาก 150,000 บาท เหลือ 105,000 บาท หรือ 30% ก่อนฟื้นตัวและทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 160,000 บาท การลดลง 30% จึงเป็น Maximum Drawdown ของพอร์ตในช่วงเวลาที่ตรวจสอบ แม้ภายหลังมูลค่าจะเพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม

Maximum Drawdown คืออะไร ต่างจาก Drawdown อย่างไร?

Maximum Drawdown (MDD) คือ การลดลงจากจุดสูงสุดถึงจุดต่ำสุดที่เกิดขึ้นภายหลังซึ่งมีขนาดมากที่สุดในช่วงเวลาที่กำหนด ต่างจาก Drawdown ที่ใช้ดูการลดลง ณ จุดใดจุดหนึ่ง โดย CFI อธิบายว่า Maximum Drawdown ใช้ประเมินความรุนแรงของการลดลงที่เคยเกิดขึ้นกับสินทรัพย์หรือพอร์ตลงทุน (2020-07-06) [2]

ตัวอย่างเช่น พอร์ตที่มี Drawdown 10%, 20% และ 30% ในช่วงเวลาต่างกัน จะมี Maximum Drawdown 30% สำหรับช่วงที่ตรวจสอบ แต่หากขยายระยะเวลาย้อนหลังหรือมีการลดลงรุนแรงกว่าเดิมในอนาคต ค่าดังกล่าวก็อาจเปลี่ยนแปลงได้

Drawdown สูงหรือต่ำ บอกความเสี่ยงอะไรได้บ้าง?

Drawdown สูงหมายความว่าพอร์ตเคยลดลงจากจุดสูงสุดมาก ส่วน Drawdown ต่ำแสดงว่าพอร์ตเคยลดลงน้อยกว่าในช่วงเวลาที่ตรวจสอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าพอร์ตที่มี Drawdown ต่ำจะปลอดภัยหรือให้ผลตอบแทนดีกว่าเสมอไป

Charles Schwab ศึกษาการลดลงของดัชนี S&P 500 ระหว่างปี 1975–2025 และพบว่า Maximum Drawdown เฉลี่ยในช่วงหนึ่งปีปฏิทินอยู่ที่ 15% ช่วงสองปีปฏิทินต่อเนื่องอยู่ที่ 21% และช่วงห้าปีปฏิทินต่อเนื่องอยู่ที่ 31% สะท้อนว่าระยะเวลาที่ใช้วัดมีผลต่อระดับการลดลงที่พบในข้อมูลย้อนหลัง (2026-03-18) [3]

ก่อนใช้ Drawdown เปรียบเทียบพอร์ต ควรดูอะไรเพิ่มเติม?

ควรพิจารณาช่วงเวลาที่ใช้วัด ประเภทสินทรัพย์ ผลตอบแทน และระยะเวลาฟื้นตัวร่วมด้วย เพราะแม้พอร์ตจะมี Maximum Drawdown เท่ากัน แต่อาจใช้เวลาฟื้นตัวต่างกัน หากมีการฝากหรือถอนเงินระหว่างช่วงที่ตรวจสอบ ควรใช้ข้อมูลที่ปรับผลกระทบจากเงินเข้าออกแล้ว เพื่อให้เปรียบเทียบผลการลงทุนได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ Maximum Drawdown เป็นข้อมูลย้อนหลัง ไม่ได้บอกว่าพอร์ตจะขาดทุนได้สูงสุดเท่าไรในอนาคต ส่วนคำถามที่ว่า stop loss คือ อะไร สามารถอธิบายได้ว่าเป็นคำสั่งที่กำหนดระดับราคาสำหรับกระตุ้นการขายเมื่อราคาถึงจุดที่ตั้งไว้ ซึ่งต่างจาก Drawdown ที่ใช้วัดการลดลงของมูลค่าพอร์ตจากจุดสูงสุดก่อนหน้า จึงไม่ควรนำทั้งสองอย่างมาใช้แทนกัน

ทำไมพอร์ตฟื้นตัวแล้วจึงยังต้องดู Drawdown?

เพราะแม้พอร์ตจะฟื้นตัวกลับมาแล้ว แต่ Drawdown ยังช่วยให้เห็นว่าระหว่างทางมูลค่าพอร์ตเคยลดลงจากจุดสูงสุดมากเพียงใด และผู้ลงทุนต้องเผชิญกับการลดลงของมูลค่าพอร์ตมากแค่ไหนก่อนจะฟื้นตัว ข้อมูลนี้จึงช่วยประเมินความเสี่ยงย้อนหลังได้ แม้ปัจจุบันพอร์ตจะกลับมามีกำไรก็ตาม

CFI อธิบายว่าการประเมิน Drawdown ควรพิจารณาทั้งจำนวนเงินที่ลดลงและระยะเวลาที่ใช้ฟื้นตัว เพราะการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีในระยะยาวอาจไม่เหมาะกับผู้ที่จำเป็นต้องใช้เงินก่อนพอร์ตกลับสู่ระดับเดิม (2020-12-10) [1]

สรุป Drawdown ใช้วัดพอร์ตขาดทุนอย่างไร?

drawdown คือ

Drawdown คือการวัดว่ามูลค่าพอร์ตลดลงจากจุดสูงสุดก่อนหน้ากี่เปอร์เซ็นต์ โดยไม่จำเป็นต้องขาดทุนจากเงินต้น ส่วน Maximum Drawdown ใช้ดูการลดลงที่รุนแรงที่สุดในช่วงเวลาที่ตรวจสอบ ข้อมูลนี้ช่วยประเมินความเสี่ยงย้อนหลัง แต่ควรพิจารณาระยะเวลาฟื้นตัว ผลตอบแทน และเงินเข้าออกพอร์ตร่วมด้วย เพราะไม่สามารถใช้ทำนายการขาดทุนในอนาคตได้แน่นอน

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง