
เก็บเงินวันละ 20 บาท 1 เดือน ได้เท่าไหร่? ดูตารางคำนวณ
- J. Kanji
- 15 views

เก็บเงินวันละ 20 บาท 1 เดือน ได้เท่าไหร่ คำตอบคือประมาณ 560–620 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนวันของเดือนนั้น แม้จะเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่หากแยกเก็บอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถสะสมเป็นเงินก้อน สำหรับเป้าหมายเล็ก ๆ หรือใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวินัยทางการเงินได้
วิธีคำนวณคือนำเงิน 20 บาทคูณด้วยจำนวนวันที่เก็บ เช่น เดือนที่มี 30 วัน จะคำนวณได้จาก 20 × 30 เท่ากับ 600 บาท หากเดือนนั้นมีจำนวนวันมากหรือน้อยกว่านี้ ยอดเงินก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย จึงควรดูจำนวนวันของแต่ละเดือนก่อนตั้งเป้าหมาย
เดือนหนึ่งอาจมีตั้งแต่ 28–31 วัน จึงทำให้ยอดเงินสะสมต่างกันเล็กน้อย ตารางนี้ช่วยให้ตรวจสอบจำนวนเงินได้ทันที โดยไม่ต้องคำนวณใหม่
จำนวนวันในเดือน | วิธีคำนวณ | เงินที่เก็บได้ |
28 วัน | 20 × 28 | 560 บาท |
29 วัน | 20 × 29 | 580 บาท |
30 วัน | 20 × 30 | 600 บาท |
31 วัน | 20 × 31 | 620 บาท |
หากต้องการกำหนดเป้าหมายแบบจำง่าย สามารถตั้งไว้เดือนละ 600 บาท ส่วนเดือนที่มี 31 วันก็จะเก็บได้มากกว่าเป้าหมายอีก 20 บาท เงินส่วนที่เกินมาอาจเก็บรวมไว้ โดยไม่ต้องนำออกมาใช้
ตารางต่อไปนี้คำนวณจากเป้าหมายมาตรฐานเดือนละ 600 บาท หรือเดือนละ 30 วัน ตัวเลขจึงเป็นยอดประมาณการ ที่ช่วยให้เห็นภาพการสะสมระยะยาวได้ง่ายขึ้น
ระยะเวลา | วิธีคำนวณ | เงินสะสมโดยประมาณ |
1 เดือน | 600 × 1 | 600 บาท |
3 เดือน | 600 × 3 | 1,800 บาท |
6 เดือน | 600 × 6 | 3,600 บาท |
9 เดือน | 600 × 9 | 5,400 บาท |
12 เดือน | 600 × 12 | 7,200 บาท |
หากคำนวณตามจำนวนวันจริง 365 วัน จะเก็บได้ 7,300 บาทต่อปี ส่วนปีที่มี 366 วันจะเก็บได้ 7,320 บาท ยอดจริงจึงอาจสูงกว่าการประมาณแบบเดือนละ 30 วันเล็กน้อย และสามารถใช้ตัวเลขนี้ วางเป้าหมายการออมตลอดทั้งปีได้
หากวันละ 20 บาทไม่เหมาะกับสภาพคล่อง สามารถปรับยอดตามกำลังของตัวเองได้ ตารางนี้เปรียบเทียบโดยใช้เดือนละ 30 วัน เพื่อแสดงให้เห็นว่ายอดเงินต่อวัน ส่งผลต่อเงินสะสมอย่างไร
เงินที่เก็บต่อวัน | เงินสะสมใน 1 เดือน | เงินสะสมใน 12 เดือน |
10 บาท | 300 บาท | 3,600 บาท |
20 บาท | 600 บาท | 7,200 บาท |
30 บาท | 900 บาท | 10,800 บาท |
การเก็บวันละ 20 บาทเป็นตัวเลือกที่อยู่ตรงกลาง และเริ่มต้นได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม ไม่ควรฝืนเก็บจนกระทบค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือ รายจ่ายคงที่ ที่จำเป็นต้องชำระทุกเดือน สามารถเริ่มจากวันละ 10 บาทแล้วค่อยเพิ่มจำนวนภายหลังได้
วันที่มีเงินไม่พอสามารถข้ามไปก่อน แล้วค่อยชดเชยในวันที่มีเงินเหลือ เช่น ขาดเก็บ 20 บาท อาจเพิ่มวันละ 5 บาทเป็นเวลา 4 วัน วิธีนี้ช่วยให้กลับมาอยู่ในแผนเดิมได้ โดยไม่ต้องเก็บเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว
อีกวิธีคือเปลี่ยนเป้าหมายจากวันละ 20 บาทเป็นเดือนละ 600 บาท วันที่มีเงินเหลือมากอาจเก็บ 30–40 บาท ส่วนวันที่มีค่าใช้จ่ายสูงอาจลดลง หรือหยุดเก็บชั่วคราวได้ วิธีนี้จะยืดหยุ่นกว่า สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ
ควรแยกเงิน 20 บาทออกทันทีหลังได้รับรายได้หรือเงินค่าขนม โดยใส่กระปุกเฉพาะหรือโอนไปยังบัญชีที่ไม่ใช้จ่ายประจำ วิธีนี้ช่วยลดโอกาสนำเงินเก็บกลับมาใช้ และตรวจสอบยอดสะสมได้ง่ายกว่าเดิม การตั้งชื่อบัญชีตามเป้าหมาย ยังช่วยเตือนว่าเงินก้อนนี้มีไว้เพื่ออะไร
ธนาคารกสิกรไทยแนะนำว่า เมื่อมีเงินเข้าบัญชี อาจแบ่งไว้ประมาณ 20% เพื่อสร้างเงินสำรองฉุกเฉิน แต่หากยังทำไม่ได้ ก็สามารถเริ่มจากจำนวนที่เหมาะกับตนเองก่อน (สืบค้นเมื่อ 2026-09-18) [1]
เงินประมาณ 560–620 บาทต่อเดือนเหมาะกับเป้าหมายขนาดเล็ก เช่น ซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น จ่ายค่าเดินทาง หรือสะสมไว้เป็นค่าใช้จ่ายประจำปี การกำหนดเป้าหมายให้ชัดจะช่วยลดโอกาสเปิดกระปุก หรือนำเงินออกมาใช้ก่อนเวลา อาจเขียนชื่อเป้าหมาย และยอดที่ต้องการติดไว้บนกระปุกด้วย
หากยังไม่มีเป้าหมายเฉพาะ สามารถเริ่มสะสมเป็นเงินฉุกเฉินได้ โดยธนาคารออมสินแนะนำให้มีเงินสำรองประมาณ 3–6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน แม้การเก็บวันละ 20 บาทจะยังไม่ถึงเป้าหมายทันที แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำได้อย่างต่อเนื่อง (2019-06-17) [2]
ควรเลือกช่วงเวลาประจำสำหรับแยกเงิน เช่น หลังอาหารเช้าหรือก่อนเข้านอน เพื่อทำให้การเก็บเงินเป็นกิจวัตร อาจทำตารางของแต่ละเดือน แล้วทำเครื่องหมายทุกครั้งที่เก็บ จะช่วยให้เห็นความคืบหน้า และรู้ว่ามีวันใดตกหล่นบ้าง การเห็นยอดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ยังช่วยสร้างกำลังใจให้อยากทำต่อ
หากวันไหนมีเงินเหลือ สามารถเก็บเพิ่มจากเป้าหมายได้ เงินส่วนเกินจะช่วยชดเชยวันที่เก็บไม่ได้ หรือทำให้สะสมเงินถึงเป้าหมายเร็วขึ้น ตั้งเป้าหมายยอดเงินสะสมในแต่ละเดือน เพื่อช่วยให้ติดตามความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

การเก็บเงินวันละ 20 บาทเป็นเวลา 1 เดือน จะมีเงินประมาณ 560–620 บาท ตามจำนวน 28–31 วัน หากเก็บต่อเนื่องตลอดปีตามจำนวนวันจริง จะได้ประมาณ 7,300–7,320 บาท สิ่งสำคัญคือเลือกยอดที่ไม่กระทบค่าใช้จ่ายจำเป็น แยกเงินเก็บออกจากเงินใช้ และปรับแผนให้เข้ากับสถานการณ์ของตัวเอง การเริ่มจากจำนวนเล็กน้อยแต่ทำต่อเนื่อง ย่อมดีกว่าตั้งเป้าสูงจนทำได้ไม่นาน

