
IFERROR VLOOKUP ใช้ร่วมกันอย่างไรโดยไม่ซ่อนปัญหา
- J. Kanji
- 3 views

IFERROR VLOOKUP ใช้ร่วมกันเพื่อกำหนดข้อความ หรือค่าอื่นให้แสดงแทน เมื่อสูตรค้นหาข้อมูลไม่พบ หรือเกิดข้อผิดพลาด แต่ควรเลือกค่าทดแทนให้เหมาะสม เพราะการซ่อนข้อผิดพลาดทุกชนิดด้วยเลขศูนย์ อาจทำให้มองข้ามปัญหาในสูตร หรือข้อมูลต้นทาง
คือการนำสูตร VLOOKUP ไปใส่ไว้ใน IFERROR เพื่อให้สูตรแสดงผลลัพธ์ที่ค้นหาได้ตามปกติ หรือแสดงค่าทดแทนเมื่อเกิดข้อผิดพลาด วิธีนี้ช่วยให้ตารางอ่านง่ายขึ้น และแจ้งให้ผู้ใช้ทราบ เมื่อค้นหาข้อมูลไม่พบ จึงช่วยให้เห็นสถานะของข้อมูลได้ชัดเจนขึ้น
ใช้รูปแบบ =IFERROR(VLOOKUP(ค่าที่ค้นหา,ช่วงตาราง,เลขคอลัมน์,FALSE),”ข้อความเมื่อเกิดข้อผิดพลาด”) ตัวอย่างเช่น =IFERROR(VLOOKUP(A2,$E$2:$F$10,2,FALSE),”ไม่พบข้อมูล”) สูตรนี้ค้นหาค่าจากเซลล์ A2 ในคอลัมน์แรกของช่วง E2:F10 แล้วดึงค่าจากคอลัมน์ที่ 2
A2 คือค่าที่ต้องการค้นหา ส่วน $E$2:$F$10 คือช่วงตารางที่ใช้ค้นหา และเลข 2 หมายถึงให้ดึงค่าจากคอลัมน์ที่ 2 ของช่วงนั้น เครื่องหมาย $ ช่วยล็อกช่วงตารางไว้ เมื่อคัดลอกสูตรลงแถวอื่น ควรตรวจเลขคอลัมน์อีกครั้ง เมื่อปรับช่วงตาราง
FALSE กำหนดให้ VLOOKUP ค้นหาแบบตรงกันพอดี จึงเหมาะกับการค้นหารหัสสินค้า รหัสพนักงาน หรือข้อมูลที่ต้องตรงกับค่าในตาราง หากใช้ TRUE หรือเว้นอาร์กิวเมนต์สุดท้ายไว้ สูตรจะค้นหาแบบใกล้เคียง ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องการเรียงข้อมูลในคอลัมน์แรก
เลือกข้อความที่บอกสิ่งที่ควรตรวจต่อ เช่น “ไม่พบรหัสสินค้า” หรือ “กรุณาตรวจสอบรหัส” ข้อความเฉพาะเจาะจง ช่วยให้ผู้ใช้รู้ว่าควรแก้ข้อมูลตรงไหน มากกว่าการแสดงคำกว้าง ๆ อย่าง “เกิดข้อผิดพลาด” ควรเลือกข้อความ ให้ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องทำต่อ
เพราะ IFERROR ไม่ได้ตรวจเฉพาะกรณีค้นหาไม่พบ หากระบุช่วงตารางผิดหรือสูตรมีปัญหาอื่น เลขศูนย์อาจทำให้เข้าใจว่า ผลลัพธ์ที่ได้เป็นค่าจริง จึงควรใช้ข้อความอย่าง “ตรวจสอบสูตรหรือข้อมูล” หากยังไม่แน่ใจ ว่าสาเหตุของข้อผิดพลาดคืออะไร
IFERROR จัดการข้อผิดพลาดได้ 7 ประเภท ได้แก่ #N/A, #VALUE!, #REF!, #DIV/0!, #NUM!, #NAME? และ #NULL! ดังนั้นการครอบสูตรด้วยฟังก์ชันนี้อาจซ่อนปัญหาอื่นนอกเหนือจากกรณีค้นหาไม่พบได้ด้วย (2026) [1]
ใช้ IFNA ครอบ VLOOKUP ได้ เพราะจะแสดงค่าทดแทน เมื่อเกิดข้อผิดพลาด #N/A โดยเฉพาะ ส่วนข้อผิดพลาดชนิดอื่นยังแสดงอยู่ให้ตรวจสอบ ตัวอย่างเช่น =IFNA(VLOOKUP(A2,$E$2:$F$10,2,FALSE),”ไม่พบรหัส”) วิธีนี้ช่วยให้เห็นข้อผิดพลาดชนิดอื่นที่ควรแก้ไขได้
อาจเกิดจากค่าที่ค้นหา ไม่ตรงกับข้อมูลจริง เช่น มีช่องว่างเกิน ตัวเลขถูกเก็บเป็นข้อความ หรือรหัสหนึ่งมีเลขศูนย์นำหน้า นอกจากนี้ ค่า lookup_value ที่ยาวเกิน 255 ตัวอักษร อาจทำให้ VLOOKUP แสดง #VALUE! (2026) [2] ควรตรวจทั้งค่าที่ค้นหา และคอลัมน์แรกของช่วงตารางก่อนใช้ IFERROR แทนข้อความผิดพลาด เพราะข้อความทดแทน ไม่ได้แก้สาเหตุเหล่านี้
สูตรอาจดึงข้อมูลผิดคอลัมน์ หรือแสดงข้อผิดพลาด โดยเลขคอลัมน์ต้องนับจากด้านซ้ายของช่วงตารางที่เลือก ไม่ใช่นับจากทั้งแผ่นงาน เช่น ในช่วง E2:F10 คอลัมน์ E คือคอลัมน์ที่ 1 และ F คือคอลัมน์ที่ 2
IFERROR เริ่มมีใน Excel 2007 หากนำไฟล์ไปเปิดด้วย Excel รุ่นเก่ากว่านั้น ควรตรวจสอบก่อนว่าสูตรยังทำงานได้หรือไม่ เพื่อป้องกันกรณีโปรแกรมไม่รู้จักฟังก์ชันนี้ โดยเฉพาะเมื่อต้องแชร์ไฟล์กับผู้อื่น (2019-07-16) [3]
ทำได้ เช่น =IFERROR(VLOOKUP(A2,$E$2:$F$10,2,FALSE),””) แต่เซลล์ที่ว่างอาจทำให้แยกไม่ออก ว่าข้อมูลไม่มีจริง หรือสูตรมีปัญหา หากต้องตรวจงานภายหลัง การใช้ข้อความอย่าง “ไม่พบข้อมูล” มักช่วยให้สังเกต และแก้ไขได้ง่ายกว่า
มีฟังก์ชัน xlookup ซึ่งค้นหาและคืนค่าจากช่วงข้อมูล ได้ยืดหยุ่นกว่าใน Excel รุ่นที่รองรับ และกำหนดผลลัพธ์ เมื่อค้นหาไม่พบได้ในสูตรโดยตรง แต่ถ้าต้องส่งไฟล์ให้ผู้ใช้ Excel รุ่นเก่าหรือโปรแกรมอื่น ควรตรวจสอบความเข้ากันได้ก่อนเลือกใช้

การใช้ IFERROR ครอบ VLOOKUP ช่วยกำหนดข้อความ เมื่อสูตรเกิดข้อผิดพลาด แต่ฟังก์ชันนี้จัดการข้อผิดพลาดได้หลายประเภท จึงอาจซ่อนปัญหาที่ควรตรวจสอบ หากต้องการจัดการเฉพาะกรณีค้นหาไม่พบ ให้ใช้ IFNA หรือเลือกข้อความแจ้งเตือน ที่ช่วยให้ผู้ใช้ตรวจข้อมูลต่อได้ชัดเจน

