
Promptpay ร้านค้า สมัครยังไง แยกเงินร้านกับเงินส่วนตัวได้ไหม
- เฮียเกา
- 2 views

Promptpay ร้านค้า คือการใช้พร้อมเพย์เป็นช่องทางรับเงินจากลูกค้าของร้าน โดยผูกเลขบัตรประชาชน เบอร์มือถือ หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีกับบัญชีเงินฝาก แล้วให้ลูกค้าสแกน QR จ่ายผ่านแอปธนาคาร ไม่ต้องทอนเงินสด และไม่ต้องรอลูกค้าโอนแล้วส่งสลิปมาให้
ธปท. ระบุในหน้า PromptPay ว่าผูกบัญชีกับเลขบัตรประชาชนหรือเบอร์มือถือได้ผ่านแอป ATM หรือสาขา และหมายเลขเดียวกันผูกซ้ำเกิน 1 บัญชีไม่ได้ หน้านี้ไม่ระบุวันที่ ข้อมูลที่รวบรวมมาเป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำส่วนบุคคล
ร้านค้าที่ใช้ QR จริงจังมักมีสองแบบ คือใช้ QR พร้อมเพย์ที่ผูกกับบัญชีของตัวเองโดยตรง หรือสมัครบริการรับเงินสำหรับร้านค้าของธนาคาร อาทิ K PLUS shop ของ KBank ที่มีแจ้งเตือนเงินเข้า สรุปยอดขาย และบัญชีพนักงาน
สำหรับบุคคลธรรมดา ธนาคารกรุงเทพระบุว่าเลขบัตรประชาชนผูกได้ 1 บัญชี และเบอร์มือถือผูกได้สูงสุด 3 เบอร์ต่อ 1 บัญชี ผ่าน ATM แอป หรือสาขา ถ้าเลขหรือเบอร์ผูกไว้แล้วต้องยกเลิกของเดิมก่อนจึงผูกบัญชีใหม่ได้ ข้อมูลหน้านี้ไม่ระบุวันที่
ถ้าเปิดร้านในนามนิติบุคคล ต้องผูกด้วยเลขทะเบียนนิติบุคคลหรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก SCB Business PromptPay ระบุว่าสมัครด้วยเบอร์มือถือไม่ได้ และเปิดให้นิติบุคคลที่จดทะเบียน ส่วนแนวปฏิบัติ ธปท. สำหรับนิติบุคคลเป็นเอกสารปี 2560 ซึ่งเก่ากว่า 3 ปี ใช้เป็นหลักการเท่านั้น
เจ้าของกิจการเดี่ยวจะใช้เลขผู้เสียภาษีของตัวเองแทนเลขบัตรประชาชนได้หรือไม่ เรายังไม่พบแหล่งทางการที่ตอบชัด จึงไม่ขอสรุป ควรถามธนาคารที่เปิดบัญชีไว้โดยตรง
โดยทั่วไป QR ส่วนตัวคือ QR พร้อมเพย์ที่สร้างจากบัญชีของเราเอง ลูกค้าสแกนแล้วโอนเข้าบัญชีนั้นโดยตรง ส่วน QR ร้านค้ามักเป็นบริการที่ธนาคารออกให้ร้านโดยเฉพาะ มีแจ้งเตือน สรุปยอด และจัดการพนักงานได้ ซึ่งรายละเอียดต่างกันตามผู้ให้บริการ
KBank ระบุว่า K PLUS shop สมัครในแอป K PLUS ได้สำหรับบุคคลธรรมดา โดยต้องมีบัญชี KBank และบัตรเดบิต ถ้าไม่มีบัตรต้องสมัครที่สาขา ส่วนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนสมัครที่สาขา ไม่มีค่าแรกเข้า ค่ารายเดือน หรือค่ารายปี หน้านี้ไม่ระบุวันที่ (2025-11) [1]
ธปท. เขียนในคอลัมน์ 25 พ.ย. 2566 ว่าการรับเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องใช้ Merchant QR ซึ่ง QR ที่สร้างจากบัญชีส่วนตัวใช้ไม่ได้ และร้านต้องติดต่อธนาคารพาณิชย์เพื่อลงทะเบียน เรื่องนี้เป็นคอลัมน์ความเห็นผู้เขียน ไม่ใช่ประกาศเกณฑ์ทั่วไป

K PLUS shop ระบุว่ารับเงินจากโมบายแบงก์กิ้งของไทยและ e-Wallet ไทยไม่มีค่าธรรมเนียม ส่วน Alipay กับ WeChat Pay คิด 1.6 เปอร์เซ็นต์ก่อน VAT และเงินจะตัดรอบ 23:00 น. แล้วเข้าบัญชีวันถัดไป ไม่ใช่เรียลไทม์
ชนิด QR มีสามแบบตามหน้า K PLUS shop คือ QR รับเงินที่ลูกค้าใส่ยอดเอง QR เรียกเก็บเงินที่ร้านใส่ยอดและใช้ได้ 10 นาที และบิลที่ส่งผ่านโซเชียลให้ลูกค้าบันทึกภาพไปสแกนจ่าย
ฝั่งลูกค้าที่โอนจากแอปธนาคารอื่น หน้าเดียวกันระบุว่าฟรีถึง 5,000 บาท ยอดสูงกว่านั้นเสีย 2 ถึง 10 บาทตามยอด ซึ่งแต่ละธนาคารกำหนดเอง เรายังไม่พบประกาศ ธปท. ปี 2568 ถึง 2569 ที่พูดถึงค่าธรรมเนียมพร้อมเพย์โดยตรง จึงถือเป็นข้อมูลของ KBank ไม่ใช่อัตราทั้งระบบ
ตามกฎผูกได้ 1 ID ต่อ 1 บัญชี ร้านจึงเลือกผูกเลขบัตรประชาชนหรือเบอร์ที่ใช้รับเงินร้านกับบัญชีที่ตั้งใจให้เป็นบัญชีร้านได้ โดยไม่ต้องผูกกับบัญชีเงินเดือนส่วนตัว แต่ไม่พบแหล่งทางการที่แนะนำวิธีนี้ตรง ๆ จึงเป็นความเห็นของเราที่อ่านจากกฎ
FlowAccount ซึ่งเป็นบล็อกของบริษัทซอฟต์แวร์บัญชี ไม่ใช่แหล่งทางการ แก้ไขล่าสุด 30 พ.ค. 2568 แนะนำให้ใช้บัญชีรับเงินขายแยกจากบัญชีส่วนตัว และแยกบันทึกรายรับรายจ่าย เป้าหมายคือบริหารเงินให้ชัด ไม่ใช่เลี่ยงภาษี
ถ้าจะใช้เงินส่วนตัว ควรโอนจากบัญชีร้านเข้าบัญชีตัวเองเป็นรอบเดือนหรือรอบสัปดาห์ และจดไว้ว่ามาจากยอดขายส่วนไหน การแยกแบบนี้ช่วยให้รู้กำไรจริงของร้าน แต่เป็นแนวคิดเชิงบริหาร ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษีหรือบัญชีส่วนบุคคล
Finnomena 15 ก.ค. 2568 อธิบายว่าธนาคารต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรเมื่อบัญชีมีรายการฝากหรือรับโอนรวม 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี หรือ 400 ครั้งขึ้นไปและยอดรวมเกิน 2 ล้านบาทต่อปี โดยนับรวมทุกบัญชีในธนาคารเดียวกัน (2025-07-15) [2]
บทความเดียวกันระบุว่ากฎนี้ไม่ได้ทำให้เกิดภาษีใหม่ ถ้ายื่นและเสียภาษีถูกต้องอยู่แล้วก็ไม่มีภาระเพิ่ม ร้านที่ใช้ QR รับเงินทุกวันมีโอกาสเข้าเกณฑ์จำนวนครั้งได้ง่าย ซึ่งเป็นความเห็นของเรา ไม่ได้หมายความว่าทำผิด
ส่วนเงินเข้าบัญชีทุกบาทเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีหรือไม่ เราไม่ขอสรุปเอง เพราะแหล่งทางการที่พบไม่ระบุวันที่ ควรปรึกษากรมสรรพากรหรือผู้ทำบัญชีเรื่องภาษีของร้านโดยตรง

K PLUS shop ระบุว่าส่งแจ้งเตือนเงินเข้าแบบเรียลไทม์ถึงเจ้าของและพนักงาน มีสรุปยอดขายรายชั่วโมง รายวัน รายเดือน ส่งรายงานเข้าอีเมลได้ และส่งออกรายการเป็น PDF หรือ CSV ส่วนการรับเงินจาก Alipay และ WeChat Pay ไม่เรียลไทม์
กรุงศรีเตือนเมื่อ 21 เม.ย. 2569 ว่าอย่าเชื่อภาพสลิปอย่างเดียว ให้สแกน QR บนสลิปด้วยแอปธนาคาร ชื่อ ยอด และเวลาต้องตรงกันทั้งหมด ถ้าสแกนไม่ได้หรือไม่ตรง มีโอกาสเป็นสลิปปลอม และต้องเช็กก่อนส่งของ ไม่ใช่หลังส่งของ (2026-04-21) [3]
KBank เผยแพร่วิธีเช็กรายการโอนเมื่อ 21 มี.ค. 2568 ให้เปิดแจ้งเตือนเงินเข้าออกและดูยอดเข้าในแอปว่าชื่อผู้โอน วันที่ เวลา ตรงกับยอดที่ได้รับ ลำโพงแจ้งเงินเข้าก็เป็นอีกทางเลือก อาทิ SCB มณี รับทรัพย์ ที่หน้าเว็บระบุสำหรับนิติบุคคล มัดจำ 700 บาท ค่าบริการ 100 บาทต่อเดือน และไม่ระบุวันที่
KBank เตือนเมื่อ 18 ก.ย. 2568 ว่ามิจฉาชีพแอบอ้างส่ง QR บอกว่าให้รับเงินคืน แต่จริง ๆ เป็นการโอนออก หลักคือ QR ใช้จ่าย ไม่ใช่รับเงิน ร้านจึงไม่ควรสแกน QR ที่ลูกค้าหรือคนแปลกหน้าส่งให้ และควรตรวจชื่อบัญชีที่ขึ้นหลังสแกน QR ของร้านเอง
Bangkokbiznews รายงานเมื่อ 7 เม.ย. 2567 อ้าง Kaspersky ว่ามีการแปะ QR ปลอมทับ QR จริงบนโฆษณาและสถานที่สาธารณะ ส่วนกรณีแปะทับ QR ร้านค้าโดยตรง เรายังไม่พบแหล่งปี 2568 ถึง 2569 จึงเป็นข้อควรระวังเชิงหลักการ
ก่อนเปิดรับเงิน ลองสำรวจสี่เรื่อง คือผูกพร้อมเพย์กับบัญชีไหน แยกบัญชีร้านแล้วหรือยัง เปิดแจ้งเตือนเงินเข้าหรือไม่ และมีขั้นตอนเช็กสลิปให้พนักงานหรือยัง ข้อมูลทั้งหมดไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินส่วนบุคคล และเงื่อนไขของธนาคารเปลี่ยนได้
ดูยอดเข้าในแอปธนาคารหรือข้อความแจ้งเตือนของธนาคาร และสแกน QR บนสลิปด้วยแอปธนาคารให้ชื่อ ยอด เวลาตรงกัน ไม่เชื่อรูปสลิปอย่างเดียว

บุคคลธรรมดาผูกเลขบัตรประชาชนหรือเบอร์มือถือกับบัญชีเงินฝากผ่านแอป ATM หรือสาขา ส่วนนิติบุคคลใช้เลขทะเบียนนิติบุคคลหรือเลขผู้เสียภาษี 13 หลักและเอกสารที่ธนาคารกำหนด
ทำได้ในเชิงแนวคิด โดยผูกพร้อมเพย์หรือใช้บริการรับเงินร้านค้ากับบัญชีที่ตั้งใจให้เป็นบัญชีร้าน แล้วโอนเข้าบัญชีส่วนตัวเป็นรอบ แต่เป็นความเห็นของเรา ไม่ใช่คำแนะนำของธนาคารหรือสรรพากร
การถูกรายงานเมื่อรับโอน 3,000 ครั้งต่อปี หรือ 400 ครั้งและเกิน 2 ล้านบาท ไม่ได้ทำให้เกิดภาษีใหม่ตาม Finnomena 15 ก.ค. 2568 แต่ภาระภาษีของร้านขึ้นกับรายได้จริง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

