ค่าใช้จ่ายช่วงเปลี่ยนงาน ต้องเตรียมอะไรบ้าง

ค่าใช้จ่ายช่วงเปลี่ยนงาน

ค่าใช้จ่ายช่วงเปลี่ยนงาน ควรคำนวณตั้งแต่วันที่รายได้จากงานเดิมสิ้นสุดจนถึงวันที่เงินเดือนจากงานใหม่เข้าจริง นอกจากรายจ่ายประจำ ยังต้องเผื่อค่าเดินทาง อุปกรณ์ เสื้อผ้า เอกสาร และเงินสำรองเมื่อวันเริ่มงานหรือกำหนดจ่ายเงินเปลี่ยนไป

แบ่งเงินโบนัสรองรับช่วงเปลี่ยนงานอย่างไร?

หากกำลัง แบ่งเงินโบนัส หรือจัดสรรเงินก้อนจากงานเดิม ควรกันส่วนที่ต้องใช้ระหว่างเงินเดือนก้อนสุดท้ายกับเงินเดือนก้อนแรกของงานใหม่ก่อน เงินส่วนนี้มีหน้าที่รักษาสภาพคล่อง จึงไม่ควรนำไปรวมกับงบซื้อของหรือเงินสำหรับเป้าหมายระยะยาว

เริ่มจากรวมรายจ่ายจำเป็นที่ต้องจ่ายตามกำหนด แล้วเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉพาะของงานใหม่ เช่น ค่าเดินทางล่วงหน้า อุปกรณ์ หรือเงินประกันที่พัก หากยังไม่ทราบยอดรับสุทธิ ควรวางแผนจากเงินที่มีอยู่จริง ไม่ใช้โบนัสหรือเงินชดเชยที่ยังไม่ได้รับ

Checklist สำหรับค่าใช้จ่ายช่วงเปลี่ยนงาน

Checklist นี้ใช้ไล่ตรวจรายการที่อาจกระทบเงินสดระหว่างออกจากงานเดิมและเริ่มงานใหม่ โดยแยกเป็นสิทธิที่ควรได้รับ รายจ่ายจำเป็น ต้นทุนเริ่มงาน สวัสดิการ และเงินเผื่อ ควรบันทึกเฉพาะข้อมูลที่ยืนยันได้ แล้วปรับยอดทุกครั้งเมื่อกำหนดการหรือเงื่อนไขเปลี่ยน

เช็กข้อที่ 1 วันที่รายได้ก้อนเดิมและก้อนใหม่เข้าจริง

ตรวจวันจ่ายเงินเดือนสุดท้าย ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชัน และเงินคืนที่ยังรอรับ จากนั้นสอบถามงานใหม่ว่าตัดรอบเงินเดือนวันใด เพราะการเริ่มงานแล้วไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินทันทีในรอบนั้น

ทำเส้นเวลาตั้งแต่วันทำงานสุดท้ายถึงวันรับเงินเดือนใหม่ โดยใส่วันครบกำหนดของค่าเช่า หนี้ บัตรเครดิต ประกัน และบริการหักอัตโนมัติ จะช่วยเห็นว่ามีช่วงใดที่เงินออกก่อนรายได้เข้าและต้องเตรียมเงินไว้เท่าไร

เช็กข้อที่ 2 สิทธิเมื่อถูกเลิกจ้างหรือสิ้นสุดการจ้าง

กรณีถูกเลิกจ้าง ควรตรวจอายุงาน เหตุของการเลิกจ้าง และเอกสารที่ได้รับ ไม่ควรนำเงินชดเชยมาวางแผนก่อนยืนยันสิทธิ กรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า ลูกจ้างที่ทำงานครบ 120 วันแต่ไม่ครบ 1 ปี อาจได้รับค่าชดเชยเท่าค่าจ้าง 30 วัน ส่วนผู้มีอายุงานตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปอาจได้รับเท่าค่าจ้าง 400 วัน ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย (2024-01-18) [1]

ผู้ที่ลาออกเอง หมดสัญญา หรือถูกเลิกจ้างมีรายละเอียดสิทธิต่างกัน จึงควรสอบถามกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือสำนักงานประกันสังคมจากข้อเท็จจริงของตน ไม่ควรนำอัตราสูงสุดมาคิดเป็นเงินที่จะได้รับแน่นอน

เช็กข้อที่ 3 ค่าใช้จ่ายประจำระหว่างรายได้ขาดช่วง

รวมเฉพาะรายการที่ยังต้องจ่ายแม้ไม่ได้ทำงาน เช่น ค่าอาหาร ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่างวด หนี้ และค่าเลี้ยงดูครอบครัว แยกรายการจำเป็นออกจากรายจ่ายที่หยุด ลด หรือเลื่อนได้ชั่วคราว

อย่าคำนวณจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียงตัวเลขเดียว เพราะบางรายการมีวันครบกำหนดอยู่ภายในช่วงเปลี่ยนงานพอดี ควรจดชื่อรายการ จำนวนเงิน และวันจ่ายลงในปฏิทินเงินสด เพื่อป้องกันการเตรียมเงินครบทั้งเดือนแต่พลาดบิลต้นเดือน

เช็กข้อที่ 4 สิทธิประกันสังคมกรณีว่างงาน

ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่มีสิทธิควรตรวจขั้นตอนทันทีหลังสิ้นสุดการจ้าง ข้อมูลภาครัฐระบุว่าต้องลงทะเบียนว่างงานภายใน 30 วัน โดยกรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาอาจได้รับเงินทดแทน 30% ของค่าจ้างเฉลี่ย ไม่เกิน 90 วันต่อปี ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด (2025-05-15) [2]

เงินทดแทนอาจไม่ได้เข้าพร้อมเงินเดือนที่หายไป จึงไม่ควรใช้แทนเงินสดที่ต้องจ่ายทันที ผู้ขอรับสิทธิควรตรวจประวัติการส่งเงินสมทบ รายงานตัวตามกำหนด และติดตามสถานะจากระบบหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

เช็กข้อที่ 5 ค่าเดินทางและที่พักของงานใหม่

เปรียบเทียบเส้นทาง ค่าโดยสาร ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน และค่าจอดรถกับงานเดิม หากสถานที่ทำงานไกลขึ้น ควรคำนวณทั้งเที่ยวไปและกลับ รวมวันที่ต้องเข้าอบรม ทดลองงาน หรือเดินทางไปส่งเอกสารก่อนเริ่มงาน

หากต้องย้ายที่พัก ให้รวมค่ามัดจำ ค่าเช่าล่วงหน้า ค่าขนของ ค่าติดตั้งอินเทอร์เน็ต และค่าเดินทางสำรวจพื้นที่ แยกเงินประกันที่อาจได้รับคืนในอนาคตออกจากค่าใช้จ่ายที่จ่ายแล้วไม่ได้คืน เพื่อดูเงินสดที่ต้องเตรียมให้ถูกต้อง

เช็กข้อที่ 6 ค่าอุปกรณ์ เสื้อผ้า และเอกสาร

สอบถามนายจ้างใหม่ก่อนซื้อว่าองค์กรจัดหาอุปกรณ์ใดให้บ้าง และมีข้อกำหนดเรื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เครื่องแบบ รองเท้า หรืออุปกรณ์ความปลอดภัยหรือไม่ การซื้อก่อนทราบรายละเอียดอาจทำให้ได้ของผิดสเปกหรือจ่ายซ้ำกับสิ่งที่บริษัทเตรียมให้

ตรวจค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรูปถ่าย สำเนาเอกสาร ใบรับรอง การตรวจสุขภาพ และการเปิดบัญชีรับเงินเดือนด้วย หากนายจ้างรับผิดชอบหรือเบิกคืนได้ ควรเก็บใบเสร็จและสอบถามกำหนดเบิก เพราะยังต้องสำรองจ่ายด้วยเงินของตนเองก่อน

เช็กข้อที่ 7 สวัสดิการที่อาจขาดช่วง

ตรวจวันสิ้นสุดของประกันสุขภาพ ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสวัสดิการของงานเดิม พร้อมสอบถามว่างานใหม่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันแรกหรือหลังผ่านทดลองงาน หากมีช่วงว่าง ควรกันเงินสำหรับค่ารักษาหรือยาประจำที่อาจต้องจ่ายเอง

ผู้ที่มีนัดรักษาต่อเนื่องควรขอเอกสาร ประวัติ หรือยาที่จำเป็นก่อนสิทธิเดิมสิ้นสุด แต่ไม่ควรเร่งใช้สิทธิหรือซื้อบริการที่ไม่จำเป็นเพียงเพราะกำลังจะออกจากงาน ให้เตรียมเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับการรักษาจริง

เช็กข้อที่ 8 รายจ่ายที่หยุดได้ระหว่างรอเริ่มงาน

ทบทวนบริการสมาชิก ค่าเดินทางเพื่อความบันเทิง การสั่งอาหาร และการซื้อของที่ยังไม่จำเป็น เลือกหยุดหรือลดเฉพาะช่วงที่รายได้ขาด โดยไม่ตัดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการสมัครงาน การเดินทางสัมภาษณ์ หรือการเริ่มทำงาน

เงินที่ลดได้ควรย้ายไปอยู่ในงบช่วงเปลี่ยนงานทันที ไม่ควรปล่อยรวมในบัญชีใช้จ่ายทั่วไป เพราะอาจถูกใช้ไปกับรายการอื่นก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าเช่าหรือค่าเดินทางของงานใหม่

เช็กข้อที่ 9 ค่าใช้จ่ายก่อนเบิกคืน

ค่าเดินทางไปอบรม ค่าที่พัก ค่าโทรศัพท์ หรือค่าอุปกรณ์บางรายการอาจเบิกคืนได้ แต่ต้องตรวจวงเงิน หลักฐาน ผู้อนุมัติ และรอบจ่ายก่อนสำรองเงิน หากเงื่อนไขไม่ชัด ควรขอคำยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรจากบริษัท

อย่านับเงินเบิกคืนเป็นรายได้ที่พร้อมใช้จนกว่าเงินจะเข้าบัญชี ระหว่างรอควรบันทึกเป็นเงินที่บริษัทค้างคืนและแยกใบเสร็จไว้ เพื่อไม่ให้ยอดดังกล่าวปะปนกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่เบิกไม่ได้

เช็กข้อที่ 10 เงินเผื่อเมื่อแผนเปลี่ยน

วันเริ่มงานอาจเลื่อน เอกสารอาจไม่ครบ หรือเงินเดือนแรกอาจเข้าช้ากว่าที่คาด เงินเผื่อจึงควรเก็บแยกจากงบรายจ่ายที่ทราบแน่นอน และใช้เฉพาะเมื่อเหตุการณ์กระทบเงินที่จำเป็นต้องจ่ายจริง

หากเงินที่มีไม่ครอบคลุมทุกด้าน ให้เรียงลำดับจากที่อยู่อาศัย อาหาร การรักษา การเดินทางไปทำงาน และภาระที่ผิดนัดไม่ได้ก่อน ส่วนการซื้ออุปกรณ์หรือค่าใช้จ่ายอื่นควรเจรจา เลื่อน หรือหาทางเลือกที่ต้นทุนต่ำกว่า

ตัวอย่างสมมติการเตรียมงบช่วงเปลี่ยนงาน

ตัวเลขต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีจัดงบ ไม่ใช่อัตรามาตรฐานที่ทุกคนควรเตรียม ผู้ใช้ต้องแทนค่าด้วยกำหนดรับเงิน รายจ่าย และเงื่อนไขของงานตนเอง

ตัวอย่างที่ 1 มีช่วงว่างก่อนเริ่มงานใหม่

สมมติมีเงินใช้ได้ 32,000 บาท และต้องรอเงินเดือนใหม่ 35 วัน ค่าใช้จ่ายจำเป็นระหว่างช่วงดังกล่าว 18,500 บาท ค่าเดินทางและอุปกรณ์เริ่มงาน 4,000 บาท และกันเงินเผื่อ 5,000 บาท รวมต้องเตรียม 27,500 บาท จึงเหลือ 4,500 บาทที่ยังไม่ควรรีบใช้

ตัวอย่างนี้แสดงว่าการมีเงินมากกว่ารายจ่ายประจำหนึ่งเดือนอาจยังไม่เพียงพอ หากมีค่าเริ่มงานเพิ่มขึ้น จึงต้องรวมค่าใช้จ่ายเฉพาะช่วงเปลี่ยนงานก่อนสรุปว่าเงินก้อนที่มีเหลือใช้เท่าไร

ตัวอย่างที่ 2 เริ่มงานทันทีแต่ไม่ทันรอบเงินเดือน

สมมติเริ่มงานใหม่ต้นเดือน แต่บริษัทปิดรอบจ่ายก่อนวันเริ่มงาน ทำให้ต้องรอเงินเดือนรอบถัดไป ผู้เปลี่ยนงานมีรายจ่ายประจำ 16,000 บาท ค่าเดินทาง 3,200 บาท และสำรองค่าอาหารระหว่างทำงาน 4,500 บาท จึงต้องเตรียมอย่างน้อย 23,700 บาท

แม้ไม่มีช่วงว่างระหว่างงาน แต่ยังเกิดช่องว่างกระแสเงินสดได้จากรอบจ่ายเงินเดือน การสอบถามวันตัดรอบก่อนเริ่มงานจึงช่วยป้องกันการประเมินผิดว่าเริ่มทำงานแล้วจะมีรายได้เข้าทันที

ตัวอย่างที่ 3 เปลี่ยนจากทำงานที่บ้านเป็นเข้าออฟฟิศ

สมมติงานใหม่กำหนดให้เข้าออฟฟิศ เจ้าของแผนเตรียมค่าเดินทางเดือนแรก 2,800 บาท ค่าเสื้อผ้า 2,000 บาท ค่าตรวจสุขภาพ 900 บาท และค่าอาหารที่เพิ่มขึ้น 1,500 บาท รวมค่าเริ่มต้น 7,200 บาท โดยยังไม่รวมรายจ่ายประจำเดิม

กรณีนี้ไม่จำเป็นต้องมีช่วงว่างงานก็เกิดค่าใช้จ่ายใหม่ได้ ผู้เปลี่ยนงานจึงควรเปรียบเทียบวิถีการทำงานเดิมกับงานใหม่ ไม่ใช่ดูเฉพาะเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นหรือจำนวนวันที่เว้นระหว่างสองงาน

ข้อผิดพลาดที่ทำให้งบช่วงเปลี่ยนงานไม่พอ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือคาดว่าเงินเดือนแรกจะเข้าทันที นับโบนัสหรือเงินชดเชยที่ยังไม่ได้รับเป็นเงินพร้อมใช้ ลืมค่าใช้จ่ายสำรองก่อนเบิกคืน และซื้ออุปกรณ์ก่อนทราบว่าบริษัทจัดหาอะไรให้

อีกจุดที่ควรระวังคือใช้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยแทนกำหนดจ่ายจริง ทำให้มองไม่เห็นว่าบิลหลายรายการอาจครบกำหนดก่อนเงินก้อนใหม่เข้า การทำเส้นเวลาเงินสดจึงสำคัญกว่าการรู้เพียงยอดรายจ่ายรวมต่อเดือน

สรุปค่าใช้จ่ายช่วงเปลี่ยนงานที่ควรเตรียม

ค่าใช้จ่ายช่วงเปลี่ยนงาน

ค่าใช้จ่ายช่วงเปลี่ยนงานควรครอบคลุมช่องว่างระหว่างรายได้ รายจ่ายจำเป็น ค่าเดินทาง ที่พัก อุปกรณ์ เอกสาร สวัสดิการที่ขาดช่วง และเงินสำรองเมื่อแผนเปลี่ยน ควรยืนยันวันรับเงินและสิทธิที่เกี่ยวข้องก่อนนำมาคำนวณ เพื่อให้เริ่มงานใหม่ได้โดยไม่กระทบภาระสำคัญ

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง