แบบฟอร์มรายรับรายจ่าย สำหรับจดด้วยมือ พร้อมวิธีกรอก

แบบฟอร์มรายรับรายจ่าย

แบบฟอร์มรายรับรายจ่าย เป็นเครื่องมือง่าย ๆ ที่ช่วยให้เห็นว่าแต่ละวัน มีเงินเข้าจากทางไหนและจ่ายไปกับอะไรบ้าง เมื่อจดอย่างต่อเนื่อง เราจะรวมยอด วางแผนการใช้เงิน และสังเกตรายการที่อาจลดได้ง่ายขึ้น โดยสามารถพิมพ์แบบฟอร์มลงกระดาษ แล้วกรอกด้วยมือ หรือปรับช่องข้อมูล ให้เหมาะกับพฤติกรรมของตัวเองได้

เลือกแบบฟอร์มรายวัน หรือรายเดือน

หากมีรายการซื้อของ หรือรับเงินหลายครั้งต่อวัน ควรใช้แบบฟอร์มรายวัน เพื่อไม่ให้รายละเอียดตกหล่น ส่วนคนที่มีรายการไม่มาก และต้องการดูภาพรวม อาจเลือกแบบรายเดือน ที่รวมข้อมูลไว้ในหน้าเดียว หากยังไม่แน่ใจ ให้ลองจดแบบรายวันก่อน 1 เดือน แล้วค่อยเลือกรูปแบบ ที่ใช้งานได้สะดวกที่สุด

เตรียมหัวข้อที่จำเป็น ในแบบฟอร์ม

แบบฟอร์มพื้นฐานควรมีช่องวันที่ รายการ หมวดหมู่ รายรับ รายจ่าย และยอดเงินคงเหลือ อาจเพิ่มช่องหมายเหตุ เพื่อระบุวิธีชำระเงิน เช่น เงินสด บัตร หรือการโอนเงิน การเตรียมหัวข้อให้ครบตั้งแต่ต้น จะช่วยให้รวมยอด และย้อนตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายขึ้น ควรเว้นช่องให้กว้างพอ สำหรับเขียนรายละเอียดด้วยมืออย่างอ่านง่าย แบบฟอร์มจะดูเป็นระเบียบ และใช้งานสะดวกขึ้น

กรอกยอดเงินตั้งต้น

ก่อนเริ่มบันทึก ให้ใส่ยอดเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า หรือบัญชีที่ต้องการติดตาม หากมีหลายบัญชี ควรเลือกว่าจะรวมทุกบัญชี หรือแยกทำแบบฟอร์ม แต่ละบัญชีให้ชัดเจน ยอดตั้งต้นที่ถูกต้อง จะทำให้ยอดคงเหลือตอนสิ้นเดือน ตรงกับเงินจริงมากขึ้น ควรระบุวันที่ของยอดตั้งต้นไว้ด้วย เพื่อป้องกันความสับสนในภายหลัง

บันทึกรายรับทุกช่องทาง

เมื่อได้รับเงิน ให้กรอกวันที่ ที่มาของเงิน และจำนวนเงินลงในช่องรายรับ รายการอาจเป็นเงินเดือน ค่าจ้างพิเศษ เงินจากการขายของ ดอกเบี้ย หรือเงินคืนต่าง ๆ แม้เป็นรายรับจำนวนเล็กน้อยก็ควรบันทึก เพราะเมื่อรวมกันแล้ว อาจส่งผลต่อยอดเงินประจำเดือนได้

จดรายจ่าย และแยกหมวดหมู่

เขียนรายการที่จ่ายจริง พร้อมแยกเป็นหมวดอาหาร เดินทาง ที่อยู่อาศัย สุขภาพ หรือความบันเทิง ค่าเช่า ค่าผ่อน และค่าบริการรายเดือนควรถูกจัดเป็น รายจ่ายคงที่ เพื่อแยกออกจากค่าใช้จ่ายที่ปรับลดได้ การแบ่งหมวดหมู่ช่วยให้เห็นได้เร็ว ว่าเงินส่วนใหญ่หมดไปกับเรื่องใด

คำนวณยอดคงเหลือหลังแต่ละรายการ

ทุกครั้งที่มีรายรับ ให้นำจำนวนเงินไปบวกกับยอดเดิม ส่วนรายจ่ายให้นำไปหักออกจากยอดล่าสุด สำหรับการวางกรอบค่าใช้จ่ายเบื้องต้น เอกสารของสำนักงานคุ้มครองทางการเงินผู้บริโภคสหรัฐฯ เสนอแนวทางแบ่งรายได้สุทธิ เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น 50% เงินออมและการชำระหนี้ 20% และค่าใช้จ่ายตามความต้องการไม่เกิน 30% แต่สามารถปรับสัดส่วนให้เหมาะกับรายได้จริงได้ (2016-03-30) [1]

ตัวอย่างการกรอกข้อมูล

เริ่มจากใส่ยอดเงินตั้งต้น แล้วบันทึกรายรับและรายจ่าย เรียงตามวันที่ เมื่อกรอกแต่ละรายการแล้ว ควรคำนวณยอดคงเหลือทันที เพื่อป้องกันความสับสน ตัวอย่างการกรอกแบบฟอร์มมีดังนี้

วันที่ 

รายการ

หมวดหมู่

รายรับ (บาท)

รายจ่าย (บาท)

ยอดคงเหลือ (บาท)

1 ต.ค.

ยอดเงินตั้งต้น

 

  

10,000

2 ต.ค.

เงินเดือน

รายรับประจำ

15,000

 

25,000

3 ต.ค.

เช่าห้อง

ที่อยู่อาศัย

 

5,000

20,000

4 ต.ค.

ซื้ออาหาร

อาหาร

 

1,200

18,800

5 ต.ค.

ค่าเดินทาง

เดินทาง

 

800

18,000

6 ต.ค.

ค่าโทรศัพท์

สื่อสาร

 

500

17,500

 

ยอดรวม

 

15,000

7,500

17,500

จากตัวอย่างจะเห็นว่า ทุกครั้งที่มีเงินเข้าหรือออก ยอดคงเหลือจะเปลี่ยนตามรายการที่บันทึก ทำให้ตรวจสอบเงินที่เหลืออยู่ ได้ตลอดเวลา

รวมยอดรายรับและรายจ่าย

นำตัวเลขในช่องรายรับมาบวกกัน ซึ่งตัวอย่างนี้มีรายรับรวม 15,000 บาท ส่วนรายจ่ายคำนวณจาก 5,000 + 1,200 + 800 + 500 จึงได้รายจ่ายรวม 7,500 บาท การแยกรวมรายรับและรายจ่าย ช่วยให้เห็นชัดว่าในช่วงเวลานั้น มีเงินเข้าและออกทั้งหมดเท่าไร

หายอดคงเหลือ และนำไปวางแผน

ใช้สูตร ยอดเงินตั้งต้น + รายรับรวม − รายจ่ายรวม = ยอดคงเหลือ ซึ่งตัวอย่างนี้คำนวณได้ 10,000 + 15,000 − 7,500 เท่ากับ 17,500 บาท ควรแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้รับมือเหตุฉุกเฉิน เพราะผลสำรวจของธนาคารกลางสหรัฐฯ ปี 2024 พบว่าผู้ใหญ่ 63% สามารถจ่ายค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน 400 ดอลลาร์ด้วยเงินสด หรือวิธีเทียบเท่าได้ (2025-06-12) [2]

หลังรวมยอดแล้ว ให้เปรียบเทียบตัวเลขกับเงินสด และยอดในบัญชี หากไม่ตรงควรตรวจใบเสร็จ ประวัติการโอน และรายการหักอัตโนมัติอีกครั้ง จากนั้นสามารถนำยอดคงเหลือที่ได้ ไปกำหนดวงเงินสำหรับการใช้จ่าย และการออมในเดือนถัดไปได้

สรุป วิธีใช้แบบฟอร์มรายรับรายจ่าย

แบบฟอร์มรายรับรายจ่าย

การทำแบบฟอร์มรายรับรายจ่าย ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน เพียงเลือกช่วงเวลาที่เหมาะ เตรียมช่องข้อมูลให้ครบ และบันทึกรายการตามจริงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อรวมยอดและตรวจสอบทุกสิ้นเดือน เราจะเห็นพฤติกรรมการใช้เงิน ของตัวเองชัดเจนขึ้น ข้อมูลที่ได้ยังช่วยกำหนดงบประมาณ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และวางแผนเก็บเงินในเดือนถัดไป ได้ง่ายกว่าเดิม

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง