
P/E คืออะไร ใช้ดูหุ้นแพงหรือถูกยังไง
- Wynn
- 13 views

P/E คือ อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น (EPS) ใช้ประเมินความถูกแพงของหุ้น โดย Charles Schwab ยกตัวอย่างหุ้นราคา 20 ดอลลาร์สหรัฐ EPS 2 ดอลลาร์สหรัฐย้อนหลัง 12 เดือน มี P/E 10 เท่า หรือจ่าย 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อกำไร 1 ดอลลาร์สหรัฐ ค่า P/E ต่ำอาจบ่งชี้ว่าหุ้นถูก ส่วน P/E สูงอาจบ่งชี้ว่าหุ้นแพง แต่ต้องเทียบกับธุรกิจใกล้เคียงกันและพิจารณาการเติบโตด้วย (2026-05-06) [1]
P/E หรือ Price to Earnings Ratio คือ อัตราส่วนที่ใช้เปรียบเทียบราคาหุ้นกับกำไรต่อหุ้น (EPS) โดย EPS คือกำไรที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญเมื่อคิดเฉลี่ยต่อหุ้น การคำนวณ P/E จึงช่วยให้เห็นว่าราคาหุ้นสัมพันธ์กับกำไรของบริษัทอย่างไร ตามหลักการที่ Fidelity อธิบายไว้ (2025-12-02) [2]
สูตรคำนวณ P/E = ราคาหุ้นปัจจุบัน ÷ กำไรต่อหุ้น (EPS)
Trailing P/E ใช้กำไรต่อหุ้นย้อนหลัง 12 เดือน จึงสะท้อนผลประกอบการที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วน Forward P/E ใช้กำไรต่อหุ้นที่คาดการณ์สำหรับ 12 เดือนข้างหน้า จึงช่วยประเมินราคาหุ้นเทียบกับกำไรในอนาคต แต่มีความไม่แน่นอนจากการคาดการณ์ (2026-05-06) [1]
ก่อนเปรียบเทียบ P/E ของหุ้นหลายบริษัท ควรตรวจว่าใช้กำไรย้อนหลังหรือกำไรคาดการณ์ เพราะแม้เป็นหุ้นเดียวกัน ค่า P/E ก็อาจแตกต่างกันตามช่วงเวลาของกำไรที่นำมาคำนวณ
P/E ต่ำหมายถึงราคาหุ้นต่ำเมื่อเทียบกับกำไรต่อหุ้น จึงอาจสะท้อนว่าหุ้นมีราคาถูก ขณะที่ P/E สูงหมายถึงนักลงทุนยอมจ่ายราคาสูงกว่าเมื่อเทียบกับกำไร ซึ่งอาจเกิดจากความคาดหวังว่าบริษัทจะเติบโต อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกรณีไม่สามารถใช้ยืนยันความถูกแพงได้โดยลำพัง
ไม่มีค่า P/E มาตรฐานที่ใช้ตัดสินหุ้นทุกบริษัทได้ Charles Schwab อธิบายว่า P/E มากกว่า 30 เท่า มักถูกมองว่าสูง ส่วน P/E ต่ำกว่า 15 เท่า มักถูกมองว่าต่ำ แต่ต้องพิจารณาร่วมกับลักษณะธุรกิจและข้อมูลเปรียบเทียบอื่น ๆ (2026-05-06) [1]
ดังนั้น แทนที่จะตัดสินจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว ควรเปรียบเทียบ P/E กับบริษัทที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกัน และตรวจว่ากำไรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง
สมมติว่ามีหุ้นสองบริษัทที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกัน แต่มีแนวโน้มกำไรแตกต่างกัน ดังนี้
รายการ | หุ้น A | หุ้น B |
|---|---|---|
ราคาหุ้น | 40 บาท | 60 บาท |
EPS (กำไรต่อหุ้น) | 5 บาท | 2 บาท |
P/E | 8 เท่า | 30 เท่า |
แนวโน้มกำไรสมมติ | กำลังลดลง | มีโอกาสเติบโต |
หุ้น A มี P/E ต่ำกว่าหุ้น B แต่หากกำไรลดลงต่อเนื่อง ราคาหุ้นอาจไม่ได้ถูกอย่างที่เห็น ส่วนหุ้น B แม้มี P/E สูงกว่า ก็อาจสะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโต อย่างไรก็ตาม หากบริษัทเติบโตไม่เป็นไปตามคาด หุ้น B ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน
ไม่ควรเปรียบเทียบ P/E ของหุ้นต่างธุรกิจโดยตรง เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีต้นทุน ความเสี่ยง และโอกาสเติบโตแตกต่างกัน บริษัทที่มีแนวโน้มเติบโตสูงอาจมี P/E สูงกว่าบริษัทที่เติบโตช้า โดย Fidelity อธิบายว่าความแตกต่างระหว่างอุตสาหกรรมทำให้ P/E ไม่เหมาะสำหรับการเปรียบเทียบข้ามธุรกิจโดยไม่พิจารณาบริบท (2025-12-02) [2]
สมมติว่าบริษัทเทคโนโลยีและบริษัทผลิตสินค้ามี P/E เท่ากันที่ 15 เท่า แต่บริษัทเทคโนโลยีกำลังขยายตลาดและมีโอกาสเติบโต ขณะที่บริษัทผลิตสินค้ามีรายได้ค่อนข้างคงที่และเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น
แม้ P/E เท่ากัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทั้งสองมีความน่าสนใจหรือความเสี่ยงเท่ากัน เพราะนักลงทุนต้องพิจารณาแนวโน้มกำไร ภาระหนี้ และสภาพการแข่งขันของแต่ละธุรกิจเพิ่มเติม
หากบริษัทขาดทุนจน EPS ติดลบ เว็บไซต์ข้อมูลหุ้นอาจแสดง P/E เป็น N/A หรือไม่แสดงค่า เพราะ P/E ติดลบไม่เหมาะสำหรับใช้ประเมินความถูกแพงแบบเดียวกับบริษัทที่มีกำไร ส่วนกรณี EPS เท่ากับศูนย์ จะไม่สามารถคำนวณ P/E ด้วยสูตรหารตามปกติได้ (2026-05-06) [1]
นอกจากนี้ หากบริษัทมีกำไรพิเศษจากการขายทรัพย์สินหรือรายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ ค่า EPS อาจเพิ่มขึ้นชั่วคราว ทำให้ P/E ลดลง แม้กำไรจากการดำเนินธุรกิจหลักไม่ได้เพิ่มขึ้นตามนั้น
สมมติว่าบริษัท C มีราคาหุ้นคงที่ แต่ได้รับกำไรพิเศษจากการขายที่ดิน ส่งผลให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นชั่วคราว
รายการ | ก่อนมีกำไรพิเศษ | หลังมีกำไรพิเศษ |
|---|---|---|
ราคาหุ้น | 60 บาท | 60 บาท |
EPS (กำไรต่อหุ้น) | 3 บาท | 6 บาท |
P/E | 20 เท่า | 10 เท่า |
จากตัวอย่าง P/E ลดจาก 20 เท่าเหลือ 10 เท่า ทั้งที่ราคาหุ้นไม่เปลี่ยนแปลง เพราะ EPS เพิ่มขึ้นจากกำไรพิเศษ ไม่ใช่กำไรจากธุรกิจหลักที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ควรสรุปว่าหุ้นถูกลงโดยไม่ตรวจที่มาของกำไร
ควรตรวจแนวโน้มรายได้และกำไร หนี้สิน กระแสเงินสด และความสามารถในการแข่งขันของบริษัทประกอบด้วย เพราะ P/E ไม่ได้สะท้อนฐานะการเงินทั้งหมด บริษัทที่มี P/E ต่ำอาจเผชิญปัญหาทางธุรกิจ ขณะที่บริษัทที่มี P/E สูงอาจมีโอกาสเติบโต แต่ก็มีความเสี่ยงหากผลประกอบการไม่เป็นไปตามคาด (2026-05-06) [1]
หากสงสัยว่า market cap คือ อะไร คำตอบคือมูลค่าตลาดรวมของบริษัท ซึ่งคำนวณจากราคาหุ้นคูณจำนวนหุ้นที่ใช้คำนวณมูลค่าตลาด โดยตัวเลขนี้ช่วยบอกขนาดมูลค่าบริษัทในตลาดหุ้น แต่ไม่สามารถใช้แทน P/E เพื่อสรุปว่าหุ้นแพงหรือถูกได้
ควรตรวจว่า P/E ที่นำมาเทียบใช้กำไรช่วงเวลาเดียวกันหรือไม่ บริษัทอยู่ในธุรกิจใกล้เคียงกันหรือไม่ และกำไรมีรายการพิเศษที่ทำให้ตัวเลขผิดปกติหรือเปล่า จากนั้นพิจารณาหนี้สินและแนวโน้มกำไรเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ตัดสินใจจากอัตราส่วนเพียงตัวเดียว

P/E ใช้เปรียบเทียบราคาหุ้นกับกำไรต่อหุ้น เพื่อช่วยประเมินว่าหุ้นอาจมีราคาสูงหรือต่ำเมื่อเทียบกับกำไร แต่ไม่มีค่า P/E ตายตัวที่บอกว่าหุ้นถูกหรือแพงเสมอไป ควรเปรียบเทียบกับบริษัทในธุรกิจใกล้เคียงกัน ตรวจช่วงเวลาของกำไรและรายการพิเศษ รวมถึงพิจารณาการเติบโตและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

