คิดค่าจ้างรายชั่วโมง ทำอย่างไรเมื่องานมีเวลาที่เรียกเก็บเงินไม่ได้

คิดค่าจ้างรายชั่วโมง

คิดค่าจ้างรายชั่วโมง ควรใช้จำนวนชั่วโมง ที่สามารถเรียกเก็บจากลูกค้าได้จริงเป็นฐาน ไม่ใช่เอารายได้ที่ต้องการหารด้วยเวลาทำงานทั้งหมด เพราะฟรีแลนซ์ยังต้องใช้เวลากับการตอบข้อความ เสนอราคา ประชุม หาลูกค้า ทำบัญชี หรือจัดการงานหลังบ้าน ซึ่งบางส่วนอาจไม่ได้ถูกคิดเงินจากลูกค้าโดยตรง

คิดค่าจ้างรายชั่วโมงต้องเริ่มจากอะไร?

ควรเริ่มจากหารายได้ที่ต้องการ แล้วค่อยย้อนกลับมาหาจำนวนชั่วโมง ที่เรียกเก็บเงินได้จริง วิธีนี้ช่วยป้องกันการตั้งเรตต่ำ จากการนำเวลาทำงานทุกชั่วโมงมาหารรวมกัน ทั้งที่หลายชั่วโมงไม่ได้สร้างรายได้โดยตรง สูตรเบื้องต้นคือ ค่าจ้างรายชั่วโมง = รายได้ที่ต้องการ ÷ ชั่วโมงที่เรียกเก็บเงินได้

ยกตัวอย่าง หากต้องการรายได้เดือนละ 40,000 บาท และคาดว่าจะมี Billable Hours เดือนละ 100 ชั่วโมง เรตตั้งต้นจะอยู่ที่ 40,000 ÷ 100 = 400 บาทต่อชั่วโมง แต่ตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงฐาน เพราะอาจต้องบวกค่าโปรแกรม ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าอุปกรณ์ หรือค่าใช้จ่ายในการทำงานเข้าไปอีก

ทำงาน 40 ชั่วโมง ทำไมคิดเงินลูกค้าได้ไม่ครบ 40 ชั่วโมง?

ทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง ไม่ได้แปลว่าจะออกใบแจ้งหนี้ได้ครบ 40 ชั่วโมงเสมอไป Upwork ใช้สมมติฐานในการคำนวณเรต งานฟรีแลนซ์ ว่าโดยเฉลี่ยประมาณ 60% ของเวลาทำงานเป็น Billable Hours และอีก 40% เป็น Non-billable Hours ดังนั้นเรื่องสำคัญก่อนตั้งราคาคือ ในหนึ่งเดือนเราขายเวลาได้จริงกี่ชั่วโมง (2026-04-20) [1]

ชั่วโมงทำงานทั้งหมด กับชั่วโมงที่เรียกเก็บเงินต่างกันอย่างไร?

คิดค่าจ้างรายชั่วโมง

ต่างกันตรงที่ชั่วโมงทำงานทั้งหมด นับเวลาที่ใช้กับธุรกิจด้วย ส่วนชั่วโมงที่เรียกเก็บเงิน คือเวลาที่ตกลงให้ลูกค้าจ่าย ตัวอย่างเช่น ฟรีแลนซ์อาจนั่งทำงาน 8 ชั่วโมง แต่ใช้ทำงานลูกค้าจริง 5 ชั่วโมง อีก 3 ชั่วโมงใช้ตอบลูกค้าใหม่ เขียนใบเสนอราคา ทำพอร์ต และจัดบัญชี

FreshBooks แยกงานลักษณะนี้ค่อนข้างชัด โดยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการของลูกค้า เช่น ประชุมกับลูกค้า วางแผนโครงการ หรือค้นคว้าให้โครงการ สามารถเป็น Billable Hours ได้ ขณะที่งานอย่างทำบัญชี โฆษณาตัวเอง หรือเตรียมข้อเสนอเพื่อหาลูกค้าใหม่ มักจัดอยู่ใน Non-billable Hours (2025-10-29) [2]

เวลาประชุมกับลูกค้าควรคิดเงินหรือไม่?

คิดได้ เมื่อการประชุมนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับงาน และควรตกลงเรื่องนี้ก่อนเริ่มโครงการ เช่น ประชุมรับ Brief ตรวจความคืบหน้า หรือประชุมตัดสินใจเรื่องงาน ล้วนเป็นเวลาที่ใช้เพื่อส่งมอบงานให้ลูกค้า แต่ไม่ควรรอจนส่ง Invoice แล้วค่อยบอกว่าการประชุมคิดเงิน

ควรคิดเงินลูกค้าครบทุกชั่วโมงไหม?

ไม่ควรสมมติว่าจะเรียกเก็บได้ครบทุกชั่วโมง เพราะจำนวน Billable Hours ของแต่ละอาชีพต่างกันมาก ข้อมูลจาก Clockify ที่รวบรวมเวลาจากบริษัทสหรัฐฯ 2,300 แห่งพบว่า โดยรวมประมาณ 65.9% ของเวลาที่บันทึกเป็น Billable และ 34.1% เป็น Non-billable (2026-04-30) [3]

คิดค่าจ้างรายชั่วโมงแบบเป็นขั้นตอนทำอย่างไร?

คิดค่าจ้างรายชั่วโมง

ทำได้โดยแยกเวลาทำงานออกก่อน แล้วค่อยคำนวณเรต จากชั่วโมงที่สร้างรายได้จริง ไม่จำเป็นต้องรู้ตัวเลขเป๊ะตั้งแต่วันแรก สามารถเริ่มจากประมาณการ แล้วเก็บข้อมูลจริงมาปรับภายหลังได้

ตัวอย่างขั้นตอน

  1. กำหนดรายได้ที่ต้องการ – ต้องการรายได้จากงาน 40,000 บาทต่อเดือน
  2. กำหนดเวลาทำงานทั้งหมด – 160 ชั่วโมงต่อเดือน
  3. แยก Non-billable Hours – หาลูกค้า ประชุมภายใน ทำบัญชี และจัดการเอกสารรวม 60 ชั่วโมง
  4. หาชั่วโมงที่เรียกเก็บเงินได้ – เหลือ 100 ชั่วโมง
  5. นำรายได้หารด้วย Billable Hours – 40,000 ÷ 100 = 400 บาทต่อชั่วโมง
  6. บวกต้นทุนการทำงาน – Software ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม หรืออุปกรณ์
  7. เทียบกับตลาด และความยากของงาน – ก่อนกำหนดเป็นเรตที่เสนอจริง

ถ้ามีเวลาหลังบ้านเยอะ ต้องขึ้นค่าจ้างเลยไหม?

ไม่จำเป็นต้องขึ้นทันที แต่ควรหาก่อนว่าเวลาหายไปตรงไหน เพราะการแก้ปัญหาอาจเป็นได้ทั้งขึ้นราคา ลดงานหลังบ้าน หรือเปลี่ยนวิธีคิดค่าจ้าง ตัวอย่างเช่น

  • งานหนึ่งใช้เวลาผลิตจริง 5 ชั่วโมง แต่ก่อนเริ่มต้องคุยงาน 1 ชั่วโมง เตรียมใบเสนอราคา 30 นาที และหลังส่งงานต้องแก้อีก 1 ชั่วโมง
  • หากคิดเงินเพียง 5 ชั่วโมง เราอาจรู้สึกว่าได้ 500 บาทต่อชั่วโมง ทั้งที่ใช้เวลาจริง 7.5 ชั่วโมง 500 × 5 = 2,500 บาท
  • แต่เมื่อหารด้วยเวลาที่ใช้จริง 2,500 ÷ 7.5 จะได้ประมาณ 333 บาทต่อชั่วโมง ตรงนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมฟรีแลนซ์บางคน “งานเต็มตลอด แต่รายได้ไม่ขึ้นตาม”

สรุป คิดค่าจ้างรายชั่วโมงอย่างไรไม่ให้เวลาทำงานหาย?

คำตอบโดยสรุปคือ ให้เริ่มจากแยกเวลาที่ขายให้ลูกค้าได้ ออกจากเวลาที่ต้องใช้เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อ แล้วนำรายได้ที่ต้องการหารด้วย Billable Hours จริง จากนั้นค่อยบวกต้นทุน และตรวจด้วยข้อมูลเวลาจากงานจริงอีกครั้ง

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง