
คิดค่าจ้างรายชั่วโมง ทำอย่างไรเมื่องานมีเวลาที่เรียกเก็บเงินไม่ได้
- Harry P
- 22 views

คิดค่าจ้างรายชั่วโมง ควรใช้จำนวนชั่วโมง ที่สามารถเรียกเก็บจากลูกค้าได้จริงเป็นฐาน ไม่ใช่เอารายได้ที่ต้องการหารด้วยเวลาทำงานทั้งหมด เพราะฟรีแลนซ์ยังต้องใช้เวลากับการตอบข้อความ เสนอราคา ประชุม หาลูกค้า ทำบัญชี หรือจัดการงานหลังบ้าน ซึ่งบางส่วนอาจไม่ได้ถูกคิดเงินจากลูกค้าโดยตรง
ควรเริ่มจากหารายได้ที่ต้องการ แล้วค่อยย้อนกลับมาหาจำนวนชั่วโมง ที่เรียกเก็บเงินได้จริง วิธีนี้ช่วยป้องกันการตั้งเรตต่ำ จากการนำเวลาทำงานทุกชั่วโมงมาหารรวมกัน ทั้งที่หลายชั่วโมงไม่ได้สร้างรายได้โดยตรง สูตรเบื้องต้นคือ ค่าจ้างรายชั่วโมง = รายได้ที่ต้องการ ÷ ชั่วโมงที่เรียกเก็บเงินได้
ยกตัวอย่าง หากต้องการรายได้เดือนละ 40,000 บาท และคาดว่าจะมี Billable Hours เดือนละ 100 ชั่วโมง เรตตั้งต้นจะอยู่ที่ 40,000 ÷ 100 = 400 บาทต่อชั่วโมง แต่ตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงฐาน เพราะอาจต้องบวกค่าโปรแกรม ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าอุปกรณ์ หรือค่าใช้จ่ายในการทำงานเข้าไปอีก
ทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง ไม่ได้แปลว่าจะออกใบแจ้งหนี้ได้ครบ 40 ชั่วโมงเสมอไป Upwork ใช้สมมติฐานในการคำนวณเรต งานฟรีแลนซ์ ว่าโดยเฉลี่ยประมาณ 60% ของเวลาทำงานเป็น Billable Hours และอีก 40% เป็น Non-billable Hours ดังนั้นเรื่องสำคัญก่อนตั้งราคาคือ ในหนึ่งเดือนเราขายเวลาได้จริงกี่ชั่วโมง (2026-04-20) [1]

ต่างกันตรงที่ชั่วโมงทำงานทั้งหมด นับเวลาที่ใช้กับธุรกิจด้วย ส่วนชั่วโมงที่เรียกเก็บเงิน คือเวลาที่ตกลงให้ลูกค้าจ่าย ตัวอย่างเช่น ฟรีแลนซ์อาจนั่งทำงาน 8 ชั่วโมง แต่ใช้ทำงานลูกค้าจริง 5 ชั่วโมง อีก 3 ชั่วโมงใช้ตอบลูกค้าใหม่ เขียนใบเสนอราคา ทำพอร์ต และจัดบัญชี
FreshBooks แยกงานลักษณะนี้ค่อนข้างชัด โดยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการของลูกค้า เช่น ประชุมกับลูกค้า วางแผนโครงการ หรือค้นคว้าให้โครงการ สามารถเป็น Billable Hours ได้ ขณะที่งานอย่างทำบัญชี โฆษณาตัวเอง หรือเตรียมข้อเสนอเพื่อหาลูกค้าใหม่ มักจัดอยู่ใน Non-billable Hours (2025-10-29) [2]
คิดได้ เมื่อการประชุมนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับงาน และควรตกลงเรื่องนี้ก่อนเริ่มโครงการ เช่น ประชุมรับ Brief ตรวจความคืบหน้า หรือประชุมตัดสินใจเรื่องงาน ล้วนเป็นเวลาที่ใช้เพื่อส่งมอบงานให้ลูกค้า แต่ไม่ควรรอจนส่ง Invoice แล้วค่อยบอกว่าการประชุมคิดเงิน
ไม่ควรสมมติว่าจะเรียกเก็บได้ครบทุกชั่วโมง เพราะจำนวน Billable Hours ของแต่ละอาชีพต่างกันมาก ข้อมูลจาก Clockify ที่รวบรวมเวลาจากบริษัทสหรัฐฯ 2,300 แห่งพบว่า โดยรวมประมาณ 65.9% ของเวลาที่บันทึกเป็น Billable และ 34.1% เป็น Non-billable (2026-04-30) [3]

ทำได้โดยแยกเวลาทำงานออกก่อน แล้วค่อยคำนวณเรต จากชั่วโมงที่สร้างรายได้จริง ไม่จำเป็นต้องรู้ตัวเลขเป๊ะตั้งแต่วันแรก สามารถเริ่มจากประมาณการ แล้วเก็บข้อมูลจริงมาปรับภายหลังได้
ตัวอย่างขั้นตอน
ไม่จำเป็นต้องขึ้นทันที แต่ควรหาก่อนว่าเวลาหายไปตรงไหน เพราะการแก้ปัญหาอาจเป็นได้ทั้งขึ้นราคา ลดงานหลังบ้าน หรือเปลี่ยนวิธีคิดค่าจ้าง ตัวอย่างเช่น
คำตอบโดยสรุปคือ ให้เริ่มจากแยกเวลาที่ขายให้ลูกค้าได้ ออกจากเวลาที่ต้องใช้เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อ แล้วนำรายได้ที่ต้องการหารด้วย Billable Hours จริง จากนั้นค่อยบวกต้นทุน และตรวจด้วยข้อมูลเวลาจากงานจริงอีกครั้ง

