ขายคอร์สออนไลน์ ต้องเตรียมอะไรบ้าง

ขายคอร์สออนไลน์

ขายคอร์สออนไลน์ ให้ตรงกับสิ่งที่เรามีดีจริง ก่อนจะลงทุนซื้อไมค์หรือสมัครแพลตฟอร์มอะไร อยากให้ลองถามตัวเองก่อนว่าเรื่องไหนที่เรารู้จริงและมีคนอยากรู้ การขายคอร์สออนไลน์ให้ได้ผลต้องเริ่มจากหัวข้อ ไม่ใช่เริ่มจากอุปกรณ์ เพราะต่อให้ภาพสวยเสียงใส ถ้าไม่มีใครอยากเรียนเรื่องนั้นก็ขายยาก

แนวทางที่บทความของ Shopify ไทยแนะนำคือเลือกหัวข้อที่เรามีความรู้จริงและมีดีมานด์ แต่ไม่ควรแคบเฉพาะเจาะจงเกินไปจนหาผู้เรียนไม่เจอ วิธีเช็กง่าย ๆ คือดูว่ามีคนถามเรื่องนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊กหรือคอมเมนต์บ่อยแค่ไหน

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่ม การเริ่มจากทักษะที่ใช้ทำงานอยู่ทุกวันมักง่ายกว่าไปเรียนเรื่องใหม่แล้วมาสอนต่อ เพราะเรารู้ว่ามือใหม่ติดตรงไหน และเล่าจากประสบการณ์จริงได้โดยไม่ต้องเปิดตำรา

วางโครงบทเรียนโดยย้อนจากผลลัพธ์ที่ผู้เรียนอยากได้

วิธีที่ดูใช้ได้จริงคือเริ่มจากถามว่าเรียนจบแล้วผู้เรียนควรทำอะไรได้ แล้วค่อยแตกเป็นโมดูลและบทเรียนย่อยย้อนกลับมา Shopify ไทยเรียกแนวนี้ว่าการวางโครงแบบย้อนจากผลลัพธ์ ช่วยไม่ให้คอร์สกลายเป็นการเล่าทุกอย่างที่เรารู้โดยไม่มีทิศทาง

ถ้าคิดจะลงคอร์สบน Udemy ควรรู้เกณฑ์ขั้นต่ำของเขาไว้ด้วย หน้าเช็กลิสต์คุณภาพคอร์สระบุว่าต้องมีอย่างน้อย 5 บทเรียน และวิดีโอรวมกันอย่างน้อย 30 นาที จึงควรวางโครงให้เกินเกณฑ์นี้พอสมควร

ส่วนความยาวต่อคลิป Shopify แนะนำว่าไม่ควรเกิน 10 นาที ลองแบ่งหนึ่งหัวข้อเป็นหลายคลิปสั้นแทนคลิปยาวคลิปเดียว จะตัดต่อและแก้ไขทีหลังก็ง่ายกว่าด้วย (2024-11-22) [1]

อุปกรณ์อัดคอร์สขั้นต่ำที่ควรมีก่อนเริ่มอัด

ข่าวดีคือไม่ต้องมีสตูดิโอก็เริ่มได้ หน้าคำแนะนำการตั้งสตูดิโอของ Udemy บอกว่าเริ่มจากเว็บแคมหรือกล้องมือถือได้ และให้ใช้ขาตั้งกล้องเพื่อให้ภาพนิ่งไม่สั่นไหว

จุดที่หลายคนมองข้ามคือเสียง Udemy แนะนำว่าไม่ควรใช้ไมค์ในตัวเครื่อง ให้เปลี่ยนเป็นไมค์ภายนอก ทั้งแบบหนีบปกเสื้อหรือแบบตั้งโต๊ะ และถ้าเสียงตัวอักษรบางตัวแตกพร่า การเพิ่ม pop filter ก็ช่วยได้

เรื่องแสง ให้เริ่มจากแสงธรรมชาติใกล้หน้าต่างก่อน ถ้าไม่พอค่อยเพิ่มโคมไฟในบ้าน ส่วนรุ่นและราคาอุปกรณ์ที่เหมาะกับตลาดไทย ผู้เขียนยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ จึงยังไม่ขอระบุตัวเลขงบประมาณตรงนี้

ขายคอร์สออนไลน์

ทำภาพและเสียงให้ผ่านมาตรฐานของแพลตฟอร์ม

นอกจากอุปกรณ์แล้ว มาตรฐานของวิดีโอก็สำคัญ Udemy ระบุว่าวิดีโอต้องเป็น HD ความละเอียด 720p หรือ 1080p อัตราส่วน 16:9 ถ้าอัดด้วยมือถือก็ตั้งค่ากล้องให้ตรงกับเกณฑ์นี้ตั้งแต่ต้น

ส่วนเสียงต้องออกทั้งสองข้าง ซิงก์กับภาพ และไม่มีเสียงรบกวนที่ทำให้ฟังยาก ก่อนอัดจริงควรอัดทดสอบสั้น ๆ แล้วใส่หูฟังฟังย้อนหลัง จะรู้ทันทีว่าห้องมีเสียงสะท้อนหรือเสียงแอร์เข้าไมค์มากแค่ไหน

ถ้าไม่อยากโชว์หน้า ก็ใช้วิธีอัดหน้าจอพร้อมสไลด์ได้ ผู้สอนคนหนึ่งบนหน้าคอร์สของ Skilllane เล่าว่าใช้ ScreenFlow บน Mac หรือ Camtasia บน Windows แต่นี่เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผู้สอนคนนั้น ไม่ใช่มาตรฐานที่ทุกคนต้องทำตาม

เลือกแพลตฟอร์มขายคอร์ส เทียบส่วนแบ่งและค่าธรรมเนียม

ตัวเลขในหัวข้อนี้เป็นข้อมูลช่วงเดือนตุลาคม 2569 จากหน้าทางการของแต่ละเจ้า ซึ่งเปลี่ยนได้ตลอด จึงควรเปิดดูหน้าล่าสุดอีกครั้งก่อนตัดสินใจ ส่วนแพลตฟอร์มไทยอย่าง Skooldio และ Skilllane ผู้เขียนยังหาตัวเลขส่วนแบ่งที่ยืนยันได้ไม่เจอ ต้องสอบถามทีมงานโดยตรง

Udemy ไม่มีค่าสร้างหรือโฮสต์คอร์ส ผู้สอนได้ 97% ถ้าลูกค้าซื้อผ่านคูปองหรือลิงก์ของเราเอง แต่ได้ 37% ถ้าขายผ่านตลาดหรือโฆษณาของ Udemy และยอดขายผ่านแอปบน iOS หรือ Android จะถูกหัก 30% ก่อนคำนวณส่วนแบ่ง (2026-03) [2]

Gumroad เก็บ 10% บวก 0.50 ดอลลาร์ต่อรายการเมื่อขายผ่านลิงก์ของเราเอง และ 30% ถ้าขายผ่านตลาด Discover ส่วน Teachable แพ็กเกจ Starter 39 ดอลลาร์ต่อเดือนหักค่าธุรกรรม 7.5% และ Kajabi เริ่มที่ 179 ดอลลาร์ต่อเดือนโดยไม่หักส่วนแบ่งรายได้ จึงเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ที่ต้องคิดรวมด้วย

ตั้งราคาคอร์สแรกยังไงไม่ให้ต่ำเกินไป

Shopify ไทยแบ่งช่วงราคาตามประเภทคอร์สไว้คร่าว ๆ คือคอร์สเล็กต่ำกว่า 1,000 บาทหรือฟรี คอร์สหลายวัน 2,500 ถึง 20,000 บาท และมาสเตอร์คลาส 3,000 ถึง 50,000 บาท ช่วงนี้เป็นภาพรวมตลาดต่างประเทศ ไม่ใช่ราคาตลาดไทยโดยตรง

เขาเตือนด้วยว่าอย่าตั้งราคาต่ำเกินไป วิธีคิดที่ง่ายคือตั้งรายได้ที่อยากได้ แล้วหารด้วยจำนวนคนที่คิดว่าจะขายได้จริง จะเห็นเลยว่าราคาต่อคนต้องอยู่ประมาณไหนถึงคุ้มกับเวลาที่ลงไป

อย่าลืมว่าส่วนแบ่งแพลตฟอร์มต้องหักออกก่อน เช่น ถ้าลูกค้าจ่าย 1,000 บาทผ่านตลาดของ Udemy ที่ผู้สอนได้ 37% เงินเข้ามือก่อนหักภาษีก็ไม่ถึงครึ่งของราคาที่ลูกค้าจ่าย จึงควรใช้ตัวเลขหลังหักค่าธรรมเนียมมาคิดความคุ้มทุน

ขายคอร์สออนไลน์

ช่องทางรับเงินและค่าธรรมเนียมที่มักถูกลืมนับ

ถ้าขายผ่านเว็บหรือระบบของตัวเอง ต้องมีตัวรับชำระเงินด้วย Stripe ประเทศไทยคิดบัตรในประเทศ 3.65% บวก 10 บาท บัตรต่างประเทศ 4.75% บวก 10 บาท และ PromptPay 1.65% ต่อรายการ

ฝั่ง Omise หรือ Opn ก็แจ้งตัวเลขใกล้เคียงกัน คือ PromptPay QR 1.65% และบัตรเครดิตหรือเดบิต 3.65% โดยราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จึงควรบวกส่วนนี้เข้าไปตอนคำนวณต้นทุน

อีกจุดที่ควรระวังคือ Gumroad หน้าราคาระบุ 10% บวก 0.50 ดอลลาร์ แต่ Help Center แจ้งว่ายังไม่รวมค่าบัตรหรือ PayPal สองหน้าไม่ตรงกัน จึงควรอ่านรายละเอียดให้ครบและเผื่อค่าประมวลผลไว้ก่อน

ภาษีและลิขสิทธิ์ ที่คนทำคอร์สควรรู้ก่อนเปิดขาย

เรื่องภาษี ผู้เขียนไม่ใช่นักบัญชี และยังหาแหล่งที่ยืนยันตรง ๆ ไม่ได้ว่ารายได้จากการขายคอร์สจัดเป็นเงินได้ประเภทไหน จึงควรสอบถามสรรพากรหรือนักบัญชีก่อน ถ้าเข้าข่ายเงินได้ 40(2) หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ตามที่ Krungsri สรุปไว้

ตามคู่มือ ภ.ง.ด.90 ของกรมสรรพากร เกณฑ์ต้องยื่นแบบคือเงินได้เกิน 60,000 บาทสำหรับคนโสด และ 120,000 บาทสำหรับคู่สมรส นอกจากนี้ ธนาคารต้องรายงานสรรพากรถ้าบัญชีมีเงินเข้า 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี หรือ 400 ครั้งขึ้นไปและรวมเกิน 2 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่ภาษีใหม่ ถ้ายื่นและเสียภาษีถูกต้องอยู่แล้ว

ส่วนลิขสิทธิ์ ผลงานที่เราสร้างขึ้นเองมีสิทธิ์ทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่ระวังการใช้ภาพ เพลง หรือวิดีโอของคนอื่นในคลิปสอน ส่วนระบบป้องกันการแชร์ไฟล์ของแต่ละแพลตฟอร์ม ผู้เขียนยังตรวจสอบไม่ได้ จึงควรอ่านเงื่อนไขของแพลตฟอร์มที่เลือกเอง (2026-02-26) [3]

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขายคอร์สออนไลน์

ขายคอร์สออนไลน์ต้องมีสตูดิโอไหม

ไม่จำเป็น Udemy แนะนำให้เริ่มจากเว็บแคมหรือกล้องมือถือ ใช้ขาตั้งกล้อง ไมค์ภายนอก และแสงธรรมชาติก็เริ่มได้ แต่เสียงต้องชัดเป็นพิเศษ เพราะไม่แนะนำให้ใช้ไมค์ในตัวเครื่อง

ขายคอร์สออนไลน์

ขายคอร์สออนไลน์ที่ไหนดี

ไม่มีคำตอบเดียว Udemy ไม่มีค่าสร้างคอร์สแต่ได้ส่วนแบ่งแค่ 37% ถ้าขายผ่านตลาดของเขา ส่วน Gumroad, Teachable และ Kajabi ให้คุมหน้าขายเองมากกว่า แต่ต้องหาลูกค้าเอง

คอร์สแรกควรยาวแค่ไหน

ถ้าลง Udemy ต้องมีอย่างน้อย 5 บทเรียนและวิดีโอรวม 30 นาทีขึ้นไป ส่วนความยาวต่อคลิป Shopify แนะนำไม่เกิน 10 นาที

รายได้จากขายคอร์สออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม

รายได้ต้องนำมาพิจารณาตามเกณฑ์ ถ้าเงินได้เกิน 60,000 บาทสำหรับคนโสดต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ส่วนประเภทเงินได้ที่แน่ชัดควรปรึกษาสรรพากรหรือนักบัญชี

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง