
COUNTIF ใช้ยังไง? นับออเดอร์ตามสถานะใน Excel
- J. Kanji
- 9 views

COUNTIF ช่วยนับออเดอร์ตามสถานะใน Excel เช่น รอจ่าย รอส่ง และส่งแล้ว เพียงระบุช่วงข้อมูลและชื่อสถานะ ก็สร้างตารางสรุปไว้ติดตามงานได้โดยไม่ต้องนับทีละรายการ แต่ชื่อสถานะที่สะกดต่างกันหรือมีช่องว่างเกิน อาจทำให้ยอดคลาดเคลื่อน จึงควรจัดข้อมูลให้เป็นรูปแบบเดียวกันก่อนใช้งาน
เริ่มจากตารางที่แยกเลขออเดอร์กับสถานะ ไว้คนละคอลัมน์ แล้วสร้างพื้นที่สรุปจำนวนรายการแต่ละสถานะ ขั้นตอนต่อไปนี้ ใช้ข้อมูลตัวอย่างชุดเดียวกัน เพื่อให้เห็นทั้งวิธีเขียนสูตร และจุดที่ควรตรวจเมื่อผลลัพธ์ไม่ตรงกับข้อมูลจริง
ใส่หัวคอลัมน์ A1 ว่า “เลขออเดอร์” และ B1 ว่า “สถานะ” จากนั้นกรอกข้อมูลตามตัวอย่างด้านล่าง โดยให้ออเดอร์แต่ละรายการ มีสถานะปัจจุบันเพียงค่าเดียว หากออเดอร์เดียวแยกหลายแถวตามสินค้า สูตรจะนับจำนวนแถวที่ตรงเงื่อนไข ทำให้ยอดสูงกว่าจำนวนออเดอร์จริง
แถว | คอลัมน์ A เลขออเดอร์ | คอลัมน์ B สถานะ |
2 | ORD001 | รอจ่าย |
3 | ORD002 | รอส่ง |
4 | ORD003 | ส่งแล้ว |
5 | ORD004 | รอจ่าย |
6 | ORD005 | รอส่ง |
7 | ORD006 | ส่งแล้ว |
กำหนดให้ “รอจ่าย” หมายถึงยังไม่ยืนยันการชำระเงิน “รอส่ง” หมายถึงพร้อมจัดส่ง และ “ส่งแล้ว” หมายถึงส่งสินค้าออกแล้ว หลีกเลี่ยงการใช้คำสลับกัน เช่น “รอจ่าย” กับ “รอชำระเงิน” เพราะสูตรที่นับคำหนึ่ง จะไม่รวมอีกคำให้เอง การกำหนดความหมายให้ชัด ยังช่วยให้ทีมอัปเดตสถานะได้ตรงกัน
ใส่หัวข้อ D1 ว่า “สถานะ” และ E1 ว่า “จำนวนออเดอร์” แล้วกรอก D2 ถึง D4 เป็น รอจ่าย รอส่ง และส่งแล้วตามลำดับ เว้นคอลัมน์ E ไว้สำหรับใส่สูตร เพื่อให้ยอดสรุปอยู่ข้างข้อมูล และตรวจสอบได้สะดวก ตารางนี้สามารถใช้ติดตามงานควบคู่กับตาราง สต๊อกสินค้า excel เพื่อดูทั้งสถานะออเดอร์ และจำนวนสินค้าที่ต้องเตรียม
สูตรมีรูปแบบ =COUNTIF(range,criteria) โดย range คือช่วงเซลล์ที่ต้องการตรวจ และ criteria คือเงื่อนไขที่ต้องการนับ สำหรับตัวอย่างนี้ ช่วงสถานะคือ B2 และเงื่อนไขคือข้อความอย่าง “รอจ่าย” หากพิมพ์ข้อความลงในสูตรโดยตรง ต้องใส่เครื่องหมายอัญประกาศครอบข้อความด้วย
คลิกเซลล์ E2 แล้วใส่สูตรต่อไปนี้ จากนั้นกด Enter เพื่อแสดงจำนวนรายการ ที่มีสถานะตรงกับคำว่า “รอจ่าย” ข้อมูลตัวอย่างจะได้ผลลัพธ์เป็น 2 เพราะ ORD001 และ ORD004 อยู่ในสถานะนี้ ยอดดังกล่าวช่วยให้เห็นจำนวนออเดอร์ ที่ต้องติดตามการชำระเงิน
=COUNTIF(B2:B7,“รอจ่าย”)
คลิกเซลล์ E3 แล้วเปลี่ยนเงื่อนไขในสูตรเป็น “รอส่ง” โดยใช้ช่วงข้อมูลเดิม ผลลัพธ์จากตัวอย่างจะเป็น 2 ซึ่งตรงกับ ORD002 และ ORD005 สามารถใช้ยอดนี้ เป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจรายการที่ต้องแพ็ก และจัดส่งต่อได้
=COUNTIF(B2:B7,”รอส่ง”)
คลิกเซลล์ E4 แล้วใส่สูตรที่กำหนดเงื่อนไขเป็น “ส่งแล้ว” ผลลัพธ์จะเป็น 2 เพราะมี ORD003 และ ORD006 ตรงตามเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม ยอดนี้บอกจำนวนออเดอร์ ที่บันทึกว่าส่งออกแล้ว ส่วนการยืนยันว่าลูกค้าได้รับสินค้า ต้องตรวจข้อมูลการจัดส่งเพิ่มเติม
=COUNTIF(B2:B7,”ส่งแล้ว”)
เมื่อมีชื่อสถานะอยู่ใน D2 แล้ว สามารถให้สูตรอ่านเงื่อนไขจากเซลล์ แทนการพิมพ์ข้อความซ้ำได้ ใส่สูตรด้านล่างใน E2 แล้วลากลงถึง E4 โดยเครื่องหมาย $ จะตรึงช่วงข้อมูลไว้ ขณะที่ D2 เปลี่ยนเป็น D3 และ D4 ตามแถว วิธีนี้ช่วยให้ตรวจได้ง่ายว่ายอดแต่ละช่อง กำลังนับสถานะใด
=COUNTIF($B$2:$B$7,D2)
สูตรที่อ้างอิง B2 จะไม่รวมข้อมูลที่เพิ่มใน B8 จึงต้องปรับช่วงเมื่อมีออเดอร์ใหม่ สำหรับตารางขนาดเล็ก อาจเปลี่ยนเป็น $B$2:$B$1000 เพื่อเผื่อพื้นที่กรอกข้อมูล โดยแถวว่างจะไม่ตรงกับชื่อสถานะ และไม่เพิ่มยอดนับ อีกทางเลือกคือแปลงข้อมูลเป็น Table และใช้สูตรอ้างอิงคอลัมน์สถานะ เพื่อให้ช่วงนับขยายตามตาราง
เปิดตัวกรองที่คอลัมน์สถานะ แล้วดูว่ามีคำอย่าง “รอจัดส่ง” หรือ “รอส่งด่วน” ปะปนกับ “รอส่ง” หรือไม่ สำหรับการตรวจเพิ่มเติม เครื่องหมาย ? ใช้แทนอักขระใดก็ได้ 1 ตัว และ Excel รองรับหลักการเดียวกัน จึงใช้สูตรด้านล่างค้นหาข้อความที่มีอักขระต่อท้าย “รอส่ง” เพียงหนึ่งตัว เช่น ช่องว่างท้ายคำ เพื่อชี้จุดที่ควรตรวจ แต่ยังต้องเปิดดูข้อความจริงก่อนแก้ไข (2026) [1]
=COUNTIF(B2:B1000,”รอส่ง?”)
ชื่อสถานะที่ดูเหมือนกัน อาจมีช่องว่างด้านหน้าหรือด้านหลัง ทำให้สูตรนับไม่ตรงกับที่คาดไว้ ลองสร้างคอลัมน์ช่วยแล้วใช้ =TRIM(CLEAN(B2)) จากนั้นลากลง เพื่อล้างช่องว่างส่วนเกิน และอักขระที่ไม่แสดงผลบางชนิด สูตรนี้ไม่ได้แก้คำสะกด หรือกำจัดอักขระแฝงได้ทุกแบบ จึงควรตรวจผลก่อนคัดลอกไปวางแบบ Values แทนข้อมูลเดิม
เลือกช่วงเซลล์สถานะ แล้วไปที่ Data > Data Validation เลือก Allow เป็น List และกำหนดรายการ รอจ่าย รอส่ง และส่งแล้ว เพื่อช่วยลดการพิมพ์ชื่อแตกต่างกัน ตั้งค่า Error Alert เป็น Stop เพื่อป้องกันการพิมพ์ค่าที่อยู่นอกรายการ
ส่วนรายละเอียดอย่างวันนัดส่ง หรือเหตุผลที่ล่าช้า ให้แยกไว้ในคอลัมน์หมายเหตุ เพราะ Microsoft Support ระบุว่าการใช้ฟังก์ชันนับตามเงื่อนไข จับคู่ข้อความที่ยาวเกิน 255 อักขระ อาจให้ผลลัพธ์ผิด จึงควรใช้ชื่อสถานะสั้นและชัดเจน (2026) [2]
ใช้ =SUM(E2:E4) รวมจำนวนออเดอร์ทั้งสามสถานะ ซึ่งข้อมูลตัวอย่างจะได้ 6 ตรงกับจำนวนออเดอร์ในตาราง หากยอดรวมไม่ตรง ให้ตรวจช่วงสูตร สถานะที่เว้นว่าง ชื่อที่พิมพ์ต่างกัน และเลขออเดอร์ซ้ำตามลำดับ เมื่อมีสถานะเพิ่มเติม เช่น ยกเลิกหรือคืนสินค้า ต้องเพิ่มช่องนับสถานะเหล่านั้น ก่อนนำยอดรวมมาเทียบกับออเดอร์ทั้งหมด

ฟังก์ชันนับตามเงื่อนไข ช่วยสรุปออเดอร์รอจ่าย รอส่ง และส่งแล้วได้สะดวก โดยจัดให้ออเดอร์แต่ละรายการอยู่ในแถวเดียว และใช้ชื่อสถานะให้ตรงกัน ควรตรวจช่วงสูตรให้ครอบคลุมข้อมูลใหม่ พร้อมแก้คำสะกด ช่องว่าง และอักขระแฝง เพื่อให้ยอดถูกต้อง และช่วยติดตามงานค้างได้ง่ายขึ้น

