
Lead Time คือ ระยะเวลาอะไร? ใช้วางแผนสั่งของอย่างไร
- Wynn
- 7 views

lead Time คือ ระยะเวลาตั้งแต่ร้านเริ่มสั่งซื้อจนสินค้าได้รับครบและพร้อมนำไปขาย โดยอาจรวมเวลายืนยันคำสั่งซื้อ เตรียมสินค้า ขนส่ง รับเข้า และตรวจสินค้า ร้านควรวัดจากออเดอร์จริง เพื่อกำหนดวันสั่งของก่อนสินค้าปัจจุบันหมด
Lead Time ในงานจัดซื้อหมายถึงเวลาที่ใช้ดำเนินการใบสั่งซื้อให้เสร็จสมบูรณ์ สำหรับร้านค้าอาจกำหนดจุดเริ่มเป็นวันที่ส่งคำสั่งซื้อและจุดสิ้นสุดเป็นวันที่สินค้าผ่านการตรวจรับ หากใช้ขอบเขตอื่นต้องระบุให้ชัดเจนและใช้เหมือนกันทุกออเดอร์
MYOB แบ่งองค์ประกอบที่อาจเกิดขึ้นระหว่าง Lead Time เป็นช่วงเตรียมการ ดำเนินการ รอสินค้า จัดเก็บ ขนส่ง และตรวจสอบ จึงไม่ควรวัดเฉพาะเวลาที่พัสดุอยู่ระหว่างขนส่ง หากร้านยังต้องรอผู้ขายผลิตหรือใช้เวลาตรวจรับด้วย (2025-01-14) [1]
การวัด Lead Time ควรเริ่มจากกำหนดขอบเขตเวลาให้ชัดเจน แยกช่วงที่เกิดขึ้นระหว่างสั่งซื้อ และบันทึกวันที่จริงของแต่ละออเดอร์ จากนั้นจึงเปรียบเทียบเวลาที่ผู้ขายแจ้งกับเวลาที่เกิดขึ้น เพื่อใช้กำหนดวันสั่งสินค้าได้เหมาะสมขึ้น
เลือกว่าเริ่มนับจากวันที่ส่งใบสั่งซื้อ วันที่ผู้ขายยืนยัน หรือวันที่ชำระเงิน ส่วนจุดสิ้นสุดอาจเป็นวันที่สินค้าเดินทางถึงหรือวันที่พร้อมขาย การเลือกขึ้นอยู่กับขั้นตอนที่ร้านต้องการควบคุม แต่ต้องไม่เปลี่ยนขอบเขตระหว่างการเปรียบเทียบ
ระบุด้วยว่าจะนับเป็นวันปฏิทินหรือวันทำการ เพราะผู้ขายอาจไม่นับวันหยุด หากใช้หน่วยไม่ตรงกัน ระยะเวลาที่ร้านบันทึกอาจดูต่างจากเงื่อนไขที่ตกลง ทั้งที่สินค้ายังมาถึงตามกำหนดของผู้ขาย
แยก Lead Time เป็นช่วงรอยืนยัน เตรียมหรือผลิตสินค้า ขนส่ง และตรวจรับ เพื่อดูว่าความล่าช้าเกิดที่จุดใด การบันทึกเพียงวันสั่งกับวันรับจะบอกได้ว่านานเพียงใด แต่ยังไม่ช่วยระบุสาเหตุ
Lead Time รวม = เวลารอยืนยัน + เวลาเตรียมสินค้า + เวลาขนส่ง + เวลารับเข้าและตรวจสินค้า
ใช้วันที่จากใบสั่งซื้อ หลักฐานชำระเงิน เลขติดตาม และเอกสารรับสินค้า ไม่ควรใช้เฉพาะระยะเวลาที่ผู้ขายแจ้ง เพราะเวลาดังกล่าวอาจไม่รวมช่วงรอยืนยัน วันหยุด หรือการตรวจสินค้าหลังเดินทางถึงร้าน
| ข้อมูลที่ควรบันทึก | ใช้ตรวจอะไร |
|---|---|
| วันที่ส่งคำสั่งซื้อ | กำหนดจุดเริ่มของรอบ |
| วันที่ผู้ขายยืนยัน | ตรวจเวลารอรับคำสั่งซื้อ |
| วันที่ชำระเงิน | ตรวจเงื่อนไขก่อนเตรียมสินค้า |
| วันที่จัดส่ง | ตรวจเวลาเตรียมหรือผลิต |
| วันที่สินค้าเดินทางถึง | ตรวจเวลาขนส่ง |
| วันที่ตรวจรับเสร็จ | ระบุวันที่สินค้าพร้อมขาย |
| จำนวนที่ได้รับ | ตรวจว่าได้รับครบหรือไม่ |
| เหตุล่าช้า | ใช้ปรับแผนรอบถัดไป |
หากผู้ขายแบ่งส่งหลายรอบ ควรบันทึกวันที่และจำนวนของแต่ละรอบแยกกัน พร้อมกำหนดว่าออเดอร์จะถือว่าเสร็จเมื่อได้รับสินค้าชุดแรกหรือได้รับครบ เพราะการใช้วันที่รับครั้งแรกอาจทำให้ Lead Time ของทั้งออเดอร์สั้นกว่าความจริง
สินค้าที่ได้รับแล้วแต่ยังตรวจไม่เสร็จไม่ควรถูกนับเป็นสินค้าพร้อมขายทันที หากพบของขาด สินค้าผิดรุ่น หรือสินค้าเสียหาย ให้บันทึกเวลาที่ใช้แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อสะท้อนวันที่ร้านนำของไปขายได้จริง
แยก “Lead Time ที่ผู้ขายแจ้ง” ออกจาก “Lead Time ที่เกิดขึ้นจริง” แล้วดูว่าส่วนต่างมาจากขั้นตอนใด หากล่าช้าในช่วงเดิมซ้ำ ร้านสามารถสอบถามผู้ขาย เปลี่ยนวิธีขนส่ง หรือสั่งก่อนกำหนดเดิมได้ตรงสาเหตุมากขึ้น
ตรวจว่าสินค้าที่พร้อมขายเพียงพอต่อความต้องการระหว่างรอของใหม่หรือไม่ หากคาดว่าสินค้าจะหมดก่อนรอบใหม่ผ่านการตรวจรับ ร้านต้องเลื่อนวันสั่งให้เร็วขึ้น โดยพิจารณายอดขาย ระยะเวลารอ และสินค้าสำรองร่วมกัน
Lead Time ช่วยบอกว่า “ต้องเผื่อเวลานานเท่าไร” แต่ไม่ได้บอกจำนวนที่ควรสั่งทั้งหมด การหาจุดสั่งซื้อใหม่ยังต้องใช้ยอดขายหรือปริมาณใช้ระหว่างรอ รวมถึงสต็อกเผื่อเมื่อความต้องการหรือเวลาส่งมอบไม่แน่นอน
ช่วงเผื่อควรอ้างอิงเหตุการณ์ที่เคยเกิด เช่น ผู้ขายส่งช้า การขนส่งติดวันหยุด หรือร้านใช้เวลาตรวจรับนาน ไม่ควรบวกเวลาเท่ากันให้สินค้าทุกชนิด เพราะความเสี่ยงและผลกระทบจากสินค้าขาดแตกต่างกัน
ทบทวน Lead Time เมื่อเปลี่ยนผู้ขาย ช่องทางขนส่ง แหล่งผลิต ฤดูกาล หรือเงื่อนไขการสั่งซื้อ และแยกข้อมูลตามสินค้าและผู้ขาย ไม่ควรนำระยะเวลาของสินค้าพร้อมส่งไปใช้แทนสินค้าที่ต้องผลิตก่อนจัดส่ง
ตัวเลขทั้งหมดในส่วนนี้เป็นตัวอย่างสมมติ เพื่อสาธิตวิธีแยกและรวมเวลา ไม่ใช่ระยะเวลามาตรฐานของผู้ขายหรือบริษัทขนส่ง ร้านควรแทนค่าด้วยวันที่และระยะเวลาที่บันทึกจากออเดอร์จริงของตนเอง
สมมติผู้ขายใช้เวลายืนยันคำสั่งซื้อ 1 วัน เตรียมสินค้า 1 วัน ขนส่ง 2 วัน และร้านตรวจรับ 1 วัน ดังนั้น Lead Time รวม = 1 + 1 + 2 + 1 = 5 วัน
ตรวจผลได้จากเส้นเวลาทั้งหมดซึ่งประกอบด้วยช่วงก่อนส่ง 2 วัน ช่วงขนส่ง 2 วัน และช่วงตรวจรับ 1 วัน รวมเป็น 5 วัน ร้านจึงต้องเผื่อเวลาให้ของใหม่พร้อมขายก่อนสต็อกเดิมหมด
สมมติรอยืนยัน 2 วัน ใช้เวลาผลิต 6 วัน ขนส่ง 3 วัน และตรวจรับ 1 วัน Lead Time รวม = 2 + 6 + 3 + 1 = 12 วัน โดยช่วงผลิตเป็นส่วนที่ใช้เวลามากที่สุด
หากผู้ขายแจ้งเพียงเวลาขนส่ง 3 วัน ร้านไม่ควรใช้ตัวเลขดังกล่าวเป็น Lead Time ทั้งหมด เพราะยังไม่รวมเวลายืนยัน ผลิต และตรวจรับ การสั่งโดยยึดเฉพาะเวลาขนส่งอาจทำให้ของใหม่พร้อมขายช้ากว่าที่ต้องการ
สมมติร้านสั่งสินค้าและได้รับบางส่วนหลัง 4 วัน แต่อีกส่วนมาถึงและตรวจรับครบหลัง 8 วัน หากร้านต้องรอสินค้าครบจึงเริ่มขาย Lead Time ของออเดอร์นี้ควรบันทึกเป็น 8 วัน ไม่ใช่ 4 วัน
หากสินค้าชุดแรกขายแยกได้ ร้านสามารถบันทึก Lead Time เป็นรายรอบรับเข้า โดยระบุจำนวนที่ได้รับแต่ละครั้ง วิธีนี้ช่วยให้เห็นทั้งวันที่เริ่มขายบางส่วนและวันที่ผู้ขายส่งมอบครบตามคำสั่งซื้อ
ไม่เท่ากัน รายงานภาคการผลิตสหรัฐฯ ของ ISM ระบุว่า เดือนพฤษภาคม 2021 ระยะเวลาผูกพันการสั่งซื้อเฉลี่ยของรายจ่ายฝ่ายทุนอยู่ที่ 148 วัน วัตถุดิบการผลิต 85 วัน และอุปกรณ์บำรุงรักษา ซ่อมแซม และดำเนินงาน 42 วัน (2021-06-01) [2]
ข้อมูลนี้เป็นบริบทของภาคการผลิตสหรัฐฯ จึงไม่ควรนำตัวเลขไปกำหนดวันสั่งของให้ร้านไทยโดยตรง แต่สะท้อนว่าสิ่งที่สั่งต่างประเภทอาจมีระยะเวลาจัดซื้อไม่เท่ากัน ร้านจึงควรแยก Lead Time ตามสินค้า ผู้ขาย และวิธีจัดส่งก่อนนำไปวางแผน
ก่อนวางแผนสั่งซื้อควร ตรวจนับสต๊อก และแยกสินค้าพร้อมขาย สินค้าที่ลูกค้าจอง สินค้าชำรุด และสินค้าระหว่างทางออกจากกัน เพราะยอดรวมในระบบอาจไม่ใช่จำนวนที่ร้านสามารถนำไปขายระหว่างรอของใหม่ได้จริง
ควรตรวจยอดขายล่าสุด คำสั่งซื้อที่ยังไม่รับครบ จำนวนขั้นต่ำที่ผู้ขายกำหนด และพื้นที่จัดเก็บด้วย Lead Time ที่แม่นยำช่วยกำหนดเวลา แต่การตัดสินใจสั่งยังต้องใช้จำนวนคงเหลือและความต้องการจริงประกอบกัน

Lead Time คือเวลาตั้งแต่เริ่มสั่งจนสินค้าได้รับครบและพร้อมขาย ร้านควรกำหนดจุดเริ่มกับจุดสิ้นสุด แยกเวลารอแต่ละช่วง บันทึกเวลาจริง และเพิ่มช่วงเผื่อตามความเสี่ยง ก่อนนำข้อมูลไปเทียบกับยอดขายและสต็อกพร้อมขายเพื่อกำหนดวันสั่งรอบต่อไป

