Lead Time คือ ระยะเวลาอะไร? ใช้วางแผนสั่งของอย่างไร

lead time คือ

lead Time คือ ระยะเวลาตั้งแต่ร้านเริ่มสั่งซื้อจนสินค้าได้รับครบและพร้อมนำไปขาย โดยอาจรวมเวลายืนยันคำสั่งซื้อ เตรียมสินค้า ขนส่ง รับเข้า และตรวจสินค้า ร้านควรวัดจากออเดอร์จริง เพื่อกำหนดวันสั่งของก่อนสินค้าปัจจุบันหมด

Lead Time คืออะไร และควรเริ่มนับจากจุดไหน?

Lead Time ในงานจัดซื้อหมายถึงเวลาที่ใช้ดำเนินการใบสั่งซื้อให้เสร็จสมบูรณ์ สำหรับร้านค้าอาจกำหนดจุดเริ่มเป็นวันที่ส่งคำสั่งซื้อและจุดสิ้นสุดเป็นวันที่สินค้าผ่านการตรวจรับ หากใช้ขอบเขตอื่นต้องระบุให้ชัดเจนและใช้เหมือนกันทุกออเดอร์

MYOB แบ่งองค์ประกอบที่อาจเกิดขึ้นระหว่าง Lead Time เป็นช่วงเตรียมการ ดำเนินการ รอสินค้า จัดเก็บ ขนส่ง และตรวจสอบ จึงไม่ควรวัดเฉพาะเวลาที่พัสดุอยู่ระหว่างขนส่ง หากร้านยังต้องรอผู้ขายผลิตหรือใช้เวลาตรวจรับด้วย (2025-01-14) [1]

ขั้นตอนวัด Lead Time เพื่อวางแผนสั่งของ

การวัด Lead Time ควรเริ่มจากกำหนดขอบเขตเวลาให้ชัดเจน แยกช่วงที่เกิดขึ้นระหว่างสั่งซื้อ และบันทึกวันที่จริงของแต่ละออเดอร์ จากนั้นจึงเปรียบเทียบเวลาที่ผู้ขายแจ้งกับเวลาที่เกิดขึ้น เพื่อใช้กำหนดวันสั่งสินค้าได้เหมาะสมขึ้น

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดจุดเริ่มและจุดสิ้นสุด

เลือกว่าเริ่มนับจากวันที่ส่งใบสั่งซื้อ วันที่ผู้ขายยืนยัน หรือวันที่ชำระเงิน ส่วนจุดสิ้นสุดอาจเป็นวันที่สินค้าเดินทางถึงหรือวันที่พร้อมขาย การเลือกขึ้นอยู่กับขั้นตอนที่ร้านต้องการควบคุม แต่ต้องไม่เปลี่ยนขอบเขตระหว่างการเปรียบเทียบ

ระบุด้วยว่าจะนับเป็นวันปฏิทินหรือวันทำการ เพราะผู้ขายอาจไม่นับวันหยุด หากใช้หน่วยไม่ตรงกัน ระยะเวลาที่ร้านบันทึกอาจดูต่างจากเงื่อนไขที่ตกลง ทั้งที่สินค้ายังมาถึงตามกำหนดของผู้ขาย

ขั้นตอนที่ 2 แยกเวลารอออกเป็นแต่ละช่วง

แยก Lead Time เป็นช่วงรอยืนยัน เตรียมหรือผลิตสินค้า ขนส่ง และตรวจรับ เพื่อดูว่าความล่าช้าเกิดที่จุดใด การบันทึกเพียงวันสั่งกับวันรับจะบอกได้ว่านานเพียงใด แต่ยังไม่ช่วยระบุสาเหตุ

Lead Time รวม = เวลารอยืนยัน + เวลาเตรียมสินค้า + เวลาขนส่ง + เวลารับเข้าและตรวจสินค้า

  • เวลารอยืนยัน คือช่วงตั้งแต่ส่งคำสั่งซื้อจนผู้ขายรับรายการ
  • เวลาเตรียมสินค้า คือช่วงจัดหา ผลิต หรือแพ็กสินค้า
  • เวลาขนส่ง คือช่วงตั้งแต่ส่งออกจนถึงร้าน
  • เวลารับเข้าและตรวจสินค้า คือช่วงตรวจจำนวน สภาพ และความถูกต้องก่อนขาย

ขั้นตอนที่ 3 บันทึกเวลาที่เกิดขึ้นจริง

ใช้วันที่จากใบสั่งซื้อ หลักฐานชำระเงิน เลขติดตาม และเอกสารรับสินค้า ไม่ควรใช้เฉพาะระยะเวลาที่ผู้ขายแจ้ง เพราะเวลาดังกล่าวอาจไม่รวมช่วงรอยืนยัน วันหยุด หรือการตรวจสินค้าหลังเดินทางถึงร้าน

ข้อมูลที่ควรบันทึกใช้ตรวจอะไร
วันที่ส่งคำสั่งซื้อกำหนดจุดเริ่มของรอบ
วันที่ผู้ขายยืนยันตรวจเวลารอรับคำสั่งซื้อ
วันที่ชำระเงินตรวจเงื่อนไขก่อนเตรียมสินค้า
วันที่จัดส่งตรวจเวลาเตรียมหรือผลิต
วันที่สินค้าเดินทางถึงตรวจเวลาขนส่ง
วันที่ตรวจรับเสร็จระบุวันที่สินค้าพร้อมขาย
จำนวนที่ได้รับตรวจว่าได้รับครบหรือไม่
เหตุล่าช้าใช้ปรับแผนรอบถัดไป

ขั้นตอนที่ 4 จัดการออเดอร์ที่ส่งมาไม่ครบ

หากผู้ขายแบ่งส่งหลายรอบ ควรบันทึกวันที่และจำนวนของแต่ละรอบแยกกัน พร้อมกำหนดว่าออเดอร์จะถือว่าเสร็จเมื่อได้รับสินค้าชุดแรกหรือได้รับครบ เพราะการใช้วันที่รับครั้งแรกอาจทำให้ Lead Time ของทั้งออเดอร์สั้นกว่าความจริง

สินค้าที่ได้รับแล้วแต่ยังตรวจไม่เสร็จไม่ควรถูกนับเป็นสินค้าพร้อมขายทันที หากพบของขาด สินค้าผิดรุ่น หรือสินค้าเสียหาย ให้บันทึกเวลาที่ใช้แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อสะท้อนวันที่ร้านนำของไปขายได้จริง

ขั้นตอนที่ 5 เปรียบเทียบเวลาที่แจ้งกับเวลาจริง

แยก “Lead Time ที่ผู้ขายแจ้ง” ออกจาก “Lead Time ที่เกิดขึ้นจริง” แล้วดูว่าส่วนต่างมาจากขั้นตอนใด หากล่าช้าในช่วงเดิมซ้ำ ร้านสามารถสอบถามผู้ขาย เปลี่ยนวิธีขนส่ง หรือสั่งก่อนกำหนดเดิมได้ตรงสาเหตุมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 6 ใช้ Lead Time กำหนดช่วงสั่งของ

ตรวจว่าสินค้าที่พร้อมขายเพียงพอต่อความต้องการระหว่างรอของใหม่หรือไม่ หากคาดว่าสินค้าจะหมดก่อนรอบใหม่ผ่านการตรวจรับ ร้านต้องเลื่อนวันสั่งให้เร็วขึ้น โดยพิจารณายอดขาย ระยะเวลารอ และสินค้าสำรองร่วมกัน

Lead Time ช่วยบอกว่า “ต้องเผื่อเวลานานเท่าไร” แต่ไม่ได้บอกจำนวนที่ควรสั่งทั้งหมด การหาจุดสั่งซื้อใหม่ยังต้องใช้ยอดขายหรือปริมาณใช้ระหว่างรอ รวมถึงสต็อกเผื่อเมื่อความต้องการหรือเวลาส่งมอบไม่แน่นอน

ขั้นตอนที่ 7 เพิ่มช่วงเผื่อและทบทวนข้อมูล

ช่วงเผื่อควรอ้างอิงเหตุการณ์ที่เคยเกิด เช่น ผู้ขายส่งช้า การขนส่งติดวันหยุด หรือร้านใช้เวลาตรวจรับนาน ไม่ควรบวกเวลาเท่ากันให้สินค้าทุกชนิด เพราะความเสี่ยงและผลกระทบจากสินค้าขาดแตกต่างกัน

ทบทวน Lead Time เมื่อเปลี่ยนผู้ขาย ช่องทางขนส่ง แหล่งผลิต ฤดูกาล หรือเงื่อนไขการสั่งซื้อ และแยกข้อมูลตามสินค้าและผู้ขาย ไม่ควรนำระยะเวลาของสินค้าพร้อมส่งไปใช้แทนสินค้าที่ต้องผลิตก่อนจัดส่ง

ตัวอย่างสมมติการวัด Lead Time

ตัวเลขทั้งหมดในส่วนนี้เป็นตัวอย่างสมมติ เพื่อสาธิตวิธีแยกและรวมเวลา ไม่ใช่ระยะเวลามาตรฐานของผู้ขายหรือบริษัทขนส่ง ร้านควรแทนค่าด้วยวันที่และระยะเวลาที่บันทึกจากออเดอร์จริงของตนเอง

ตัวอย่างสมมติที่ 1 สินค้าพร้อมส่ง

สมมติผู้ขายใช้เวลายืนยันคำสั่งซื้อ 1 วัน เตรียมสินค้า 1 วัน ขนส่ง 2 วัน และร้านตรวจรับ 1 วัน ดังนั้น Lead Time รวม = 1 + 1 + 2 + 1 = 5 วัน

ตรวจผลได้จากเส้นเวลาทั้งหมดซึ่งประกอบด้วยช่วงก่อนส่ง 2 วัน ช่วงขนส่ง 2 วัน และช่วงตรวจรับ 1 วัน รวมเป็น 5 วัน ร้านจึงต้องเผื่อเวลาให้ของใหม่พร้อมขายก่อนสต็อกเดิมหมด

ตัวอย่างสมมติที่ 2 สินค้าต้องผลิตก่อนส่ง

สมมติรอยืนยัน 2 วัน ใช้เวลาผลิต 6 วัน ขนส่ง 3 วัน และตรวจรับ 1 วัน Lead Time รวม = 2 + 6 + 3 + 1 = 12 วัน โดยช่วงผลิตเป็นส่วนที่ใช้เวลามากที่สุด

หากผู้ขายแจ้งเพียงเวลาขนส่ง 3 วัน ร้านไม่ควรใช้ตัวเลขดังกล่าวเป็น Lead Time ทั้งหมด เพราะยังไม่รวมเวลายืนยัน ผลิต และตรวจรับ การสั่งโดยยึดเฉพาะเวลาขนส่งอาจทำให้ของใหม่พร้อมขายช้ากว่าที่ต้องการ

ตัวอย่างสมมติที่ 3 ผู้ขายแบ่งส่งสินค้า

สมมติร้านสั่งสินค้าและได้รับบางส่วนหลัง 4 วัน แต่อีกส่วนมาถึงและตรวจรับครบหลัง 8 วัน หากร้านต้องรอสินค้าครบจึงเริ่มขาย Lead Time ของออเดอร์นี้ควรบันทึกเป็น 8 วัน ไม่ใช่ 4 วัน

หากสินค้าชุดแรกขายแยกได้ ร้านสามารถบันทึก Lead Time เป็นรายรอบรับเข้า โดยระบุจำนวนที่ได้รับแต่ละครั้ง วิธีนี้ช่วยให้เห็นทั้งวันที่เริ่มขายบางส่วนและวันที่ผู้ขายส่งมอบครบตามคำสั่งซื้อ

สินค้าแต่ละประเภทมี Lead Time เท่ากันหรือไม่?

ไม่เท่ากัน รายงานภาคการผลิตสหรัฐฯ ของ ISM ระบุว่า เดือนพฤษภาคม 2021 ระยะเวลาผูกพันการสั่งซื้อเฉลี่ยของรายจ่ายฝ่ายทุนอยู่ที่ 148 วัน วัตถุดิบการผลิต 85 วัน และอุปกรณ์บำรุงรักษา ซ่อมแซม และดำเนินงาน 42 วัน (2021-06-01) [2]

ข้อมูลนี้เป็นบริบทของภาคการผลิตสหรัฐฯ จึงไม่ควรนำตัวเลขไปกำหนดวันสั่งของให้ร้านไทยโดยตรง แต่สะท้อนว่าสิ่งที่สั่งต่างประเภทอาจมีระยะเวลาจัดซื้อไม่เท่ากัน ร้านจึงควรแยก Lead Time ตามสินค้า ผู้ขาย และวิธีจัดส่งก่อนนำไปวางแผน

ก่อนใช้ Lead Time สั่งของควรตรวจอะไรอีก?

ก่อนวางแผนสั่งซื้อควร ตรวจนับสต๊อก และแยกสินค้าพร้อมขาย สินค้าที่ลูกค้าจอง สินค้าชำรุด และสินค้าระหว่างทางออกจากกัน เพราะยอดรวมในระบบอาจไม่ใช่จำนวนที่ร้านสามารถนำไปขายระหว่างรอของใหม่ได้จริง

ควรตรวจยอดขายล่าสุด คำสั่งซื้อที่ยังไม่รับครบ จำนวนขั้นต่ำที่ผู้ขายกำหนด และพื้นที่จัดเก็บด้วย Lead Time ที่แม่นยำช่วยกำหนดเวลา แต่การตัดสินใจสั่งยังต้องใช้จำนวนคงเหลือและความต้องการจริงประกอบกัน

สรุปการใช้ Lead Time วางแผนสั่งของ

lead time คือ

Lead Time คือเวลาตั้งแต่เริ่มสั่งจนสินค้าได้รับครบและพร้อมขาย ร้านควรกำหนดจุดเริ่มกับจุดสิ้นสุด แยกเวลารอแต่ละช่วง บันทึกเวลาจริง และเพิ่มช่วงเผื่อตามความเสี่ยง ก่อนนำข้อมูลไปเทียบกับยอดขายและสต็อกพร้อมขายเพื่อกำหนดวันสั่งรอบต่อไป

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง