
FIFO FEFO ต่างกันอย่างไร? ใช้หยิบสินค้าแบบไหน
- Harry P
- 14 views

fifo fefo ต่างกันที่เกณฑ์เลือกหยิบสินค้า โดย FIFO (First In, First Out) จะหยิบสินค้าที่รับเข้าคลังก่อน ส่วน FEFO (First Expired, First Out) จะหยิบล็อตที่หมดอายุก่อน แม้จะเข้าคลังทีหลัง หากสินค้าไม่มีวันหมดอายุชัดเจน FIFO มักจัดการง่ายกว่า แต่ถ้าเป็นอาหาร FEFO จะเหมาะมากกว่า

FIFO จะหยิบล็อตที่รับเข้าก่อน ส่วน FEFO จะหยิบล็อตที่หมดอายุก่อน ทำให้สินค้าเดียวกันอาจมีลำดับการหยิบต่างกัน แม้จะจัดเก็บอยู่ในคลังเดียวกันก็ตาม จากตารางตัวอย่าง หากลูกค้าสั่ง 40 ขวด FIFO จะเลือกล็อต A ทั้งหมด ส่วน FEFO จะเลือกล็อต B ทั้งหมด
FIFO เหมาะกับสินค้าที่ต้องการหมุนเวียนตามระยะเวลาจัดเก็บ ส่วน FEFO เหมาะกับสินค้าที่มีวันหมดอายุ หรือช่วงเวลาคงคุณภาพที่ต้องควบคุม โดยควรพิจารณาจากลักษณะของสินค้า ไม่ใช่ขนาดธุรกิจ
ทั้งนี้ควรเลือกตามลักษณะสินค้าจริง เช่น รองเท้า หรืออุปกรณ์สำนักงานบางชนิดที่มีกาว แบตเตอรี่ หรือสารเคมีที่เสื่อมสภาพตามเวลา จึงอาจต้องพิจารณาอายุสินค้าเพิ่มเติม ไม่ควรยึด FIFO เพียงอย่างเดียว (2026-01-13) [1]
FEFO มักลดความเสี่ยงสินค้าหมดอายุคาคลังได้ตรงจุดกว่า FIFO เพราะเลือกสินค้าตามอายุที่เหลือจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันของเสียได้ทั้งหมด หากสินค้าขายช้าเกินไป หรือเก็บรักษาผิดวิธี สินค้าก็ยังอาจเสื่อมคุณภาพ หรือหมดอายุได้
ปัญหาของสินค้าขายไม่ทัน ยังมีความสำคัญในธุรกิจค้าปลีกในไทย โดยในปี 2025 มีการส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้ จากร้านค้าปลีกในไทยจำนวน 132.84 ตัน ตัวเลขนี้สะท้อนการจัดการอาหารส่วนเกิน ไม่ใช่หลักฐานว่า FEFO ลดของเสียได้ตามจำนวนดังกล่าว (2026-06-15) [2]
ทั้ง FIFO และ FEFO ไม่ควรหยิบสินค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์อายุคงเหลือของลูกค้า แม้สินค้าล็อตนั้นจะเป็นลำดับแรกที่ต้องหยิบก็ตาม เพราะการจัดลำดับการหยิบ ไม่ได้ใช้แทนการตรวจสอบว่าสินค้าสามารถจัดส่งได้หรือไม่
ตัวอย่างเช่น ลูกค้ากำหนดว่าสินค้าต้องเหลืออายุอย่างน้อย 45 วัน ณ วันที่จัดส่ง 6 ตุลาคม 2026 โดยล็อต B จากตัวอย่างก่อนหน้าเหลืออายุเพียง 40 วัน จึงไม่ผ่านเกณฑ์ แม้จะเป็นล็อตที่ FEFO ต้องหยิบก่อนก็ตาม

ใช้ร่วมกันได้ โดยกำหนดวิธีหยิบแยกตามประเภทสินค้า เช่น คลังที่มีทั้งเสื้อผ้า และอาหารเสริม อาจใช้ FIFO กับเสื้อผ้า และใช้ FEFO กับอาหารเสริม โดยไม่จำเป็นต้องใช้กฎเดียวกันทั้งคลัง
สำหรับสินค้าเดียวกันที่มีวันหมดอายุ ควรกำหนด FEFO เป็นเกณฑ์หลัก แล้วใช้วันที่รับเข้าเป็นเกณฑ์รอง เมื่อหลายล็อตมีวันหมดอายุเท่ากัน วิธีนี้ช่วยให้พนักงานมีลำดับการตัดสินใจที่ชัดเจน และไม่ต้องเดาว่าควรหยิบล็อตไหน
FIFO เริ่มใช้ได้ง่ายกว่า FEFO เพราะต้องติดตามวันที่รับเข้าเป็นหลัก ส่วน FEFO ต้องบันทึกวันหมดอายุแยกตามล็อตให้ครบ แต่ร้านขนาดเล็กสามารถเริ่มทั้งสองวิธีด้วยตารางสต๊อกได้ โดยยังไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อระบบคลังสินค้า และวิธีเริ่มต้นที่นำไปใช้ได้จริงมีดังนี้
หากใช้ Google Sheets สามารถเรียงวันที่จากเก่าไปใหม่ เพื่อช่วยเลือกลำดับได้ แต่ต้องตรวจให้แน่ใจว่าวันที่ถูกบันทึกเป็นข้อมูลวันที่จริง ไม่ใช่ข้อความที่เรียงผิดลำดับ
FIFO เสี่ยงเลือกผิดเมื่อวันที่รับเข้าไม่ถูกต้อง ส่วน FEFO เสี่ยงเลือกผิดเมื่อวันหมดอายุ หรือเลขล็อตคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะร้านที่รับสินค้าเข้าหลายรอบ หรือมีการคืน และโอนย้ายระหว่างคลัง เพราะข้อมูลที่ไม่ตรงกันอาจทำให้หยิบผิดล็อต และต่อเนื่องไปถึงปัญหา สต๊อกติดลบ ได้
สิ่งที่ต้องระวังคือไม่ควรใช้วันที่ผลิต (MFG) แทนวันที่รับเข้าโดยอัตโนมัติ และต้องแยกความหมายระหว่างวันหมดอายุ (EXP) กับวันที่ควรบริโภคก่อน (BBE) เพราะเป็นข้อมูลคนละประเภท รวมถึงไม่ควรเดาวันหมดอายุจากเลขล็อต โดยไม่มีข้อมูลยืนยัน (2021-02-27) [3]
สรุป FIFO เหมาะกับการหมุนเวียนสินค้าตามวันที่รับเข้า ส่วน FEFO เหมาะกับสินค้าที่ต้องควบคุมวันหมดอายุอย่างชัดเจน ร้านที่มีสินค้าหลากหลายสามารถใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน โดยกำหนดกฎตามประเภทสินค้า และตรวจสอบเลขล็อต วันที่ รวมถึงคุณภาพก่อนส่งทุกครั้ง

