ต้นทุนพิมพ์งานต่อแผ่น ไม่ได้มีแค่ค่ากระดาษ

ต้นทุนพิมพ์งานต่อแผ่น

ต้นทุนพิมพ์งานต่อแผ่น ต้องรวมทั้งค่ากระดาษ หมึก และวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ไปกับงานพิมพ์ หากคิดแค่กระดาษ อาจประเมินค่าใช้จ่ายต่ำกว่าจริง โดยเฉพาะงานสีหรืองานที่พิมพ์แก้หลายรอบ การแยกต้นทุนแต่ละส่วน ช่วยให้รู้ว่าใช้เงินเท่าไร และประหยัดตรงไหนได้บ้าง

วิธีคำนวณต้นทุนพิมพ์งานต่อแผ่นจากค่าใช้จ่ายจริง

เริ่มจากกำหนดประเภทงาน และหน่วยที่ต้องการคำนวณ แล้วค่อยรวมค่าใช้จ่ายแต่ละส่วน ให้อยู่ในหน่วยเดียวกัน ตัวเลขราคาที่ใช้ในตัวอย่างด้านล่าง เป็นข้อมูลสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิด สามารถแทนด้วยราคาที่ซื้อ และข้อมูลการใช้งานของเครื่องตัวเองได้เลย

ขั้นตอนที่ 1 แยกให้ชัดว่าคิดต่อแผ่นหรือต่อหน้า

กระดาษหนึ่งแผ่นพิมพ์ได้สองด้าน จึงต้องกำหนดก่อนว่าอยากรู้ต้นทุนต่อแผ่นกระดาษ หรือต่อหน้าที่พิมพ์ หากพิมพ์ด้านเดียว หนึ่งแผ่นจะเท่ากับหนึ่งหน้าพิมพ์ แต่ถ้าพิมพ์สองด้าน หนึ่งแผ่นจะมีสองหน้าพิมพ์ ซึ่งใช้หมึกทั้งสองด้านแม้ใช้กระดาษเพียงแผ่นเดียว

ขั้นตอนที่ 2 กำหนดลักษณะงานที่จะนำมาคิด

แยกงานขาวดำออกจากงานสี และระบุว่าเป็นเอกสารข้อความ งานที่มีกราฟิก หรือภาพถ่าย เพราะแต่ละแบบใช้หมึกต่างกัน แม้จะพิมพ์ด้วยเครื่องเดียวกันก็ตาม ควรใช้ขนาดกระดาษ และโหมดคุณภาพเดียวกัน ในกลุ่มงานที่นำมาเปรียบเทียบ เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความแตกต่าง ของต้นทุนได้ชัดเจน

ขั้นตอนที่ 3 คำนวณค่ากระดาษต่อแผ่น

ใช้ราคากระดาษที่จ่ายจริง หารด้วยจำนวนแผ่นในบรรจุภัณฑ์ เช่น ซื้อกระดาษราคา 150 บาท จำนวน 500 แผ่น จะมีค่ากระดาษเท่ากับ 150 ÷ 500 = 0.30 บาทต่อแผ่น หากใช้กระดาษหลายชนิด ควรคำนวณแยกกัน เพราะกระดาษธรรมดา กับกระดาษสำหรับพิมพ์ภาพ มีต้นทุนไม่เท่ากัน

ขั้นตอนที่ 4 ตรวจรุ่นและราคาหมึกที่ใช้อยู่

จดรหัสตลับหมึก โทนเนอร์ หรือขวดหมึกให้ตรงกับเครื่อง แล้วใช้ราคาซื้อจริงหลังหักส่วนลด หากซื้อเป็นชุด ให้ดูว่าราคานั้นรวมหมึกสีใดบ้าง เพื่อไม่เผลอนำราคาทั้งชุด ไปคิดเป็นค่าหมึกดำอย่างเดียว ส่วนหมึกที่แถมมากับเครื่อง ควรตรวจข้อมูลแยก เพราะปริมาณหรือจำนวนหน้าที่พิมพ์ได้ อาจต่างจากรุ่นที่ซื้อเปลี่ยนภายหลัง

ขั้นตอนที่ 5 อ่านจำนวนหน้าที่ผู้ผลิตระบุพร้อมเงื่อนไข

จำนวนหน้าบนข้อมูลสินค้า ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการประมาณค่าหมึกได้ แต่ต้องดูว่าเป็นข้อมูลของหมึกรุ่นใด และทดสอบตามมาตรฐานอะไร ตัวอย่างเช่น Brother ระบุว่าโทนเนอร์ดำรุ่น TN2560 พิมพ์ได้สูงสุด 1,200 หน้า ตามมาตรฐาน ISO/IEC 19752 ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลเฉพาะรุ่น จึงไม่ควรนำไปใช้กับโทนเนอร์รุ่นอื่น หรือถือว่าจะได้จำนวนเท่ากันในทุกงานพิมพ์ (2026) [1]

ขั้นตอนที่ 6 เข้าใจว่าหน้าทดสอบต่างจากงานจริงอย่างไร

งานที่มีข้อความสั้น กับงานที่มีภาพเต็มหน้า ใช้หมึกไม่เท่ากัน จึงไม่ควรมองจำนวนหน้าที่ระบุเป็นยอดรับประกัน สำหรับเอกสารทุกแบบ โดย Epson อธิบายว่าการทดสอบจำนวนหน้าของตลับหมึก ใช้ชุดรูปแบบทดสอบ 5 แบบ พิมพ์อย่างต่อเนื่อง ตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง งานที่มีเนื้อหาและจังหวะการพิมพ์ ต่างจากการทดสอบ จึงอาจได้จำนวนหน้าต่างออกไป (2026) [2]

ขั้นตอนที่ 7 หาค่าหมึกดำต่อหน้าพิมพ์

สูตรเบื้องต้นคือ ราคาหมึกดำ ÷ จำนวนหน้าที่คาดว่าจะพิมพ์ได้ เช่น หมึกราคา 600 บาท และคาดว่าจะพิมพ์ได้ 1,500 หน้า จะมีค่าหมึกประมาณ 0.40 บาทต่อหน้า หากยังไม่มีบันทึกการใช้งาน สามารถใช้จำนวนหน้าที่ผู้ผลิตระบุ เพื่อประมาณเบื้องต้น แล้วปรับด้วยข้อมูลจริง เมื่อใช้หมึกหมดรอบได้

ขั้นตอนที่ 8 รวมค่าหมึกสำหรับงานสีให้ครบ

งานสีอาจใช้ทั้งหมึกดำและหมึกสี จึงควรรวมต้นทุนของหมึกทุกสีที่ใช้กับงานนั้น หากมีข้อมูลจำนวนหน้าทดสอบที่ใช้ร่วมกันได้ ให้คำนวณราคาหมึกแต่ละสี หารด้วยจำนวนหน้าของสีนั้น แล้วนำค่าต่อหน้ามาบวกกัน อย่านำจำนวนหน้าของแต่ละสี มาบวกเป็นจำนวนหน้ารวม เพราะการพิมพ์หนึ่งหน้า สามารถใช้หลายสีพร้อมกันได้

ขั้นตอนที่ 9 เฉลี่ยค่าวัสดุสิ้นเปลืองที่ต้องเปลี่ยน

ตรวจว่าเครื่องมีดรัม ชุดเก็บหมึกทิ้ง หรือวัสดุอื่นที่ต้องซื้อเปลี่ยนแยกจากหมึกหรือไม่ จากนั้นนำราคาแต่ละรายการ หารด้วยจำนวนหน้าที่คาดว่าจะใช้งานได้ก่อนเปลี่ยน เช่น วัสดุราคา 900 บาท ใช้งานได้ประมาณ 15,000 หน้า จะเฉลี่ยเป็น 0.06 บาทต่อหน้า โดยต้องดูด้วยว่ารายการนั้น รวมอยู่ในตลับหมึกแล้วหรือยัง เพื่อไม่คิดซ้ำ

ขั้นตอนที่ 10 รวมต้นทุนของงานขาวดำ

สมมติพิมพ์เอกสารขาวดำด้านเดียว มีค่ากระดาษ 0.30 บาท ค่าหมึกดำ 0.40 บาท และค่าวัสดุสิ้นเปลืองเฉลี่ย 0.06 บาทต่อหน้า ต้นทุนรวมจะเท่ากับ 0.30 + 0.40 + 0.06 = 0.76 บาทต่อแผ่น ตัวเลขนี้เป็นต้นทุนของวัสดุที่ใช้พิมพ์ ยังไม่รวมค่าไฟ ค่าเครื่อง หรือเวลาที่ใช้จัดการงาน

ขั้นตอนที่ 11 คำนวณงานสีแยกจากงานขาวดำ

สมมติพิมพ์งานสีด้านเดียว มีค่ากระดาษ 0.30 บาท ค่าหมึกดำและสีรวม 1.20 บาท และค่าวัสดุสิ้นเปลืองเฉลี่ย 0.10 บาทต่อหน้า จะได้ต้นทุน 0.30 + 1.20 + 0.10 = 1.60 บาทต่อแผ่น หากพิมพ์สองด้าน และแต่ละด้านมีต้นทุนหมึกกับวัสดุเท่ากัน จะคิดเป็น 0.30 + (1.20 + 0.10) × 2 = 2.90 บาทต่อแผ่น

ขั้นตอนที่ 12 นับงานเสียและค่าใช้จ่ายที่ตกหล่น

กระดาษติด พิมพ์ผิด หรือทดลองสี ล้วนใช้วัสดุแม้ไม่ได้กลายเป็นงานที่นำไปใช้จริง จึงควรรวมค่าใช้จ่ายของงานเสีย แล้วหารด้วยจำนวนแผ่นที่ใช้งานได้ เช่น ใช้วัสดุรวม 80 บาท แต่ได้งานดี 100 แผ่น ต้นทุนจะเป็น 0.80 บาทต่อแผ่น ส่วนค่าไฟ ค่าเสื่อมเครื่อง และเวลาจัดเตรียมเป็น ต้นทุนแฝง ที่ควรพิจารณาเพิ่ม หากต้องการประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมดหรือใช้ตั้งราคาขาย

ขั้นตอนที่ 13 บันทึกผลจริงแล้วปรับตัวเลขเป็นระยะ

จดราคาวัสดุ วันที่เปลี่ยนหมึก และจำนวนหน้าที่พิมพ์ในแต่ละรอบ เพื่อเทียบกับประมาณการเดิม หากเครื่องใช้พิมพ์ทั้งขาวดำและสี ควรแยกจำนวนงานแต่ละประเภท เพราะยอดหน้ารวมอย่างเดียว บอกไม่ได้ว่าหมึกถูกใช้กับงานใดมากที่สุด เมื่อมีข้อมูลหลายรอบ ค่อยปรับต้นทุนให้สอดคล้องกับลักษณะงาน และราคาซื้อปัจจุบัน

สรุป รู้ต้นทุนครบ ก่อนตัดสินใจประหยัดค่าพิมพ์

ต้นทุนพิมพ์งานต่อแผ่น

ต้นทุนในการพิมพ์งานต่อแผ่น ควรเริ่มจากค่ากระดาษ รวมค่าหมึกและวัสดุสิ้นเปลือง แล้วปรับด้วยงานเสียที่เกิดขึ้นจริง แยกงานขาวดำกับงานสีให้ชัด และใช้จำนวนหน้าที่ผู้ผลิตระบุ เป็นข้อมูลประมาณเบื้องต้น เมื่อบันทึกการใช้งานต่อเนื่อง จะเห็นต้นทุนได้ใกล้เคียงขึ้น และเลือกวิธีประหยัดได้ตรงจุด

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง